นิตยสาร Time รายสัปดาห์ฉบับลงวันที่ 28 ก.พ.2505 ตีพิมพ์บทความเผยแพร่ผลงานวิจัยที่กระทำกันอย่างเป็นระบบ พิสูจน์ชัดกันในเชิงประจักษ์ ในเรื่องวิทยาศาสตร์ของความสุข (Science of Happiness) ทำให้ได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่มุ่งเน้นคนเป็นศูนย์กลางหลายประการด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ประการแรก ได้เรียนรู้ว่าเงินไม่สามารถซื้อความสุขได้ในทุกๆ กรณี ผลงานวิจัยค้นพบว่า ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เช่น ญี่ปุ่น แม้ในอดีต 50 ปีที่ผ่านมาก้าวหน้าไปมากมาย GDP เพิ่มสูงขึ้นเป็นเส้นกราฟที่สูงชัน แต่เส้นกราฟวัดความอยู่ดี-มีสุขของคนญี่ปุ่นไม่ได้เพิ่มสูงตามขึ้นเลย กลับเป็นเส้นแบนราบ คงที่เหมือนหลังคารถ Lexus ในยุโรปก็เช่นกัน ช่วง 50 ปีที่ผ่านมา GDP ของอังกฤษเพิ่มขึ้นจาก $ 34 พันล้าน เป็น $ 2 หมื่นล้าน แต่ความสุขความพอใจในชีวิตของคนอังกฤษกลับอยู่ในระดับของปี พ.ศ.2513 เท่านั้น
ประการที่สอง ได้เรียนรู้ว่า แม้เงินที่เพิ่มขึ้นจะไม่สามารถเพิ่มความสุขได้มากตามขึ้นไปได้ก็จริง แต่ถ้าไม่มีเงิน ความอยู่ดีมีสุขก็เกิดขึ้นไม่ได้ ผลงานวิจัยค้นพบว่า คนที่อยู่ในประเทศที่ยากจนซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่า $ 100,000 ปราศจากความสุขในชีวิต แต่ในประเทศที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวเกินกว่า $100,000 ต่อปี ความสุขกับเงิน จะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว คนมีเงินมิใช่หลักประกันความสุขจากความพอใจในชีวิตได้เสมอไป กลับยิ่งมีความร้อน รน ซึ่งอธิบายได้จากปัจจัยที่นักสังคมศาสตร์เขาเรียกว่า เกิดความวิตกกังวลใจจากการเปรียบเทียบอ้างอิงรายได้กับคนอื่น (reference anxiety) ในประเทศที่มีช่องว่างของรายได้มากๆ คนรวยจะรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว คนจนกว่ารวยตามไม่ทัน ทำให้พวกเขาขาดความสุขจากการเปรียบเทียบ แม้ว่าระดับความเป็นอยู่จะไม่ถึงกับยากจนแสนสาหัสก็ตาม (absolute poverty)
ประการที่สาม ได้เรียนรู้จากผลงานวิจัยว่า คน จนก็มีความสุขได้ มีการค้นพบว่า คนอินเดียไร้ที่อยู่อาศัย ที่อยู่กันตามข้างถนนกรุงกัลกัตตา มีความสุขกว่าคนอเมริกัน ใช้ที่อยู่อาศัยอยู่กันตามข้างถนน ในเมืองเฟรสโน่ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐอเมริกา คนอเมริกันที่ยากจนอยู่กันตามข้างถนนมีความทุกข์ จากการเปรียบเทียบฐานะความเป็นอยู่กับคนที่แตกต่างกับพวกตนราวฟ้ากับดินมากมาย
ประการที่สี่ ได้เรียนรู้ผลงานสำรวจทางค่านิยมในโลก (world values survey) ซึ่งอาจเรียกว่า GDP ทางด้านความสุข รวมความได้ว่า ถึงแม้เงินจะไม่สามารถซื้อความสุขในระดับปัจเจกบุคคลได้ก็ตาม ในระดับประเทศ เงินกับความสุข ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปด้วยกันเสมอไป อิทธิพลทางสังคมอื่นๆ อาจ สามารถนำมาชดเชยการขาดแคลนเงิน และก่อให้เกิดความสุขได้ ข้อมูลทางด้านความสุขเปรียบ เทียบกันระหว่างประเทศทั่วโลกแล้ว ปรากฏว่าคนเดนมาร์ก คนสวิส เป็นพวกที่มีความสุขในระดับ 8 จากคะแนนเต็ม ที่ใช้วัดถึงระดับ 10 ชาวญี่ปุ่นมีความสุขแค่ระดับ 6 ที่น่าสนใจก็คือ ฟิลิปปินส์มีระดับคะแนนความสุขสูงกว่าไต้หวัน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่เกาหลีใต้ รวมทั้งไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง ทั้งๆ ที่ฟิลิปปินส์เต็มไปด้วยปัญหาร้อยแปดพันประการ ทั้งปัญหาความยากจน ทุจริตคอร์รัปชั่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุไต้ฝุ่น คนฟิลิปปินส์ 8 คนใน 10 คนที่นักวิจัยไปสำรวจยังมีทัศนคติที่มองโลกในแง่ดีตลอดปี 2548 สำหรับคนฟิลิปปินส์แล้ว ความสุขไม่ได้อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่ที่สังคม พวกเขามีความสุขจากการใช้เวลาอยู่ในกลุ่มคน อยู่ในครอบ ครัว อยู่ในท่ามกลางเพื่อนฝูง อยู่ในชุมชน หรือแม้แต่อยู่ในคนแปลกหน้า
หากจะกล่าวโดยรวมๆ จากการเรียนรู้มาทั้ง หมด ผู้เขียนเห็นว่า เรื่องของความสุขนั้น แม้ว่าเราจะคิดว่าเป็นเรื่องสุดแต่ใจจะไขว่คว้าเอา ของแต่ละบุคคลก็ตาม แต่มันก็มีแง่มุมเช่นกัน ในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจแล้วสังคมรัฐบาลควรให้ความสำคัญต่อเป้าหมายการเสริมสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในสังคม นโยบายสาธารณะใดๆ ก็ตาม จะเป็นนโยบายสาธารณะที่ดีไม่ได้ ถ้าไม่มีแนวทางในการเพิ่มความสุข และลดความทุกข์ยากของคนจะต้องเอามนุษย์เป็นศูนย์กลางในการกำหนดนโยบาย มนุษย์เรานั้นเป็นสัตว์สังคม มิตรภาพ ครอบครัว ชุมชน ทำให้คนเรามีความสุข การว่างงาน ก่อให้เกิดความทุกข์ ซึ่งมิใช่แค่ทำให้ขาดรายได้ แต่การว่างงานทำให้ชีวิต ความผูกพันกันในสังคมล่มสลายลง ความสัมพันธ์ระหว่างกันของมนุษย์ไม่ใช่เป็นเพียงวิธีการหรือเครื่องมือที่นำไปสู่เป้าหมาย แต่มันเป็นเป้าหมายที่สมบูรณ์อยู่ในตัวเอง ในฐานะที่เป็นสัตว์สังคม เราจำเป็นต้องมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน นโยบายสาธารณะใดๆ ที่ก่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน จึงเป็นนโยบายสาธารณะที่สำคัญอย่างยิ่งยวด สำคัญกว่าการเพิ่มรายได้ GDP หลายต่อหลายเท่านัก ทั้งนี้ยังรวมถึงนโยบายต่างๆ ในการเสริมสร้างเสถียรภาพความมั่นคงของครอบครัว ชุมชน การอพยพย้ายถิ่นไปหา งานทำต่างถิ่น จะอาจไม่คุ้มค่า ถ้าผลกระทบที่จะมีต่อความสุขในครอบครัวมีมากกว่าผลตอบแทนที่จะได้รับทางเศรษฐกิจ การกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อขจัดความทุกข์ยากอาจทำได้ง่ายกว่าการเพิ่มความสุข เพราะความทุกข์ยากนั้น เห็นกันได้อย่างจะจะ เป็นการกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหา ความยากจนให้เป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญยิ่งของรัฐบาล จึงเป็นนโยบายที่ถูกต้อง นอกจากนี้แนวนโยบายสาธารณะเพื่อสร้างความสุข ควรรวมไปถึงการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการปรับปรุง การดำเนินชีวิตในครอบครัว การกำหนดชั่วโมงการทำ งานให้ยืดหยุ่น ให้คนมีเวลาใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวมากขึ้น ที่สำคัญก็คือการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องจริยธรรม ศีลธรรม ไม่ให้เป็นแค่ประเด็นหัวข้อการถ่ายทอดหลักวิชา เพื่อท่องจำ นำไปสอบ หรือแค่อภิปรายกันทางวิชาการ แต่จะต้องสร้างกระบวน การเรียนรู้ ให้เกิดจิตสำนึกในการนำไปปฏิบัติ เพื่อสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างแท้จริง
ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลควรนำสังคมไป สู่การแสวงหาความสุข มากกว่าการสร้างประสิทธิภาพการแข่งขันกัน ไปสู่การบรรลุเป้าหมายการเร่งรัด อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงเท่านั้น
อ้างอิง
The British Psychological Society
http://www.psychtesting.org.uk/hotissues.asp?id=81
Saturday, October 28, 2006
ดัชนีความสุข
Blanchflower และ Oswald ใช้ข้อมูลการสำรวจของ International Social Survey Programme (ISSP) ซึ่งจัดทำข้อมูลในปี 2002 โดยสำรวจประเทศจำนวน 35 ประเทศ ด้วยจำนวนตัวอย่างรวมแล้วประมาณ 50,000 ตัวอย่าง มีคำถามที่ให้ผู้ตอบแบบสอบถามตอบที่สำคัญประมาณ 5 เรื่องด้วยกันคือ
1. ให้ประเมินว่าระดับความสุขของตนเองโดยทั่วไปอยู่ตรงไหน คะแนนอยู่ในช่วง 1-7
2. ให้ประเมินว่าระดับความพึงพอใจต่อชีวิตครอบครัวเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-7
3. ให้ประเมินว่าระดับความพึงพอใจในงานที่ทำเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-7
4. ให้ประเมินว่าระดับความตึงเครียดของงานอยู่ที่ระดับไหน คะแนนอยู่ในช่วง 1-5
5. ให้ประเมินว่าระดับความเหนื่อยจากการทำงานในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-4
ผู้ศึกษาทั้ง 2 ท่านสมมุติว่า ถ้าให้ดัชนีทั้ง 5 ข้อ เป็นดัชนีที่ชี้วัดถึงความสุข เขาพบว่า ออสเตรเลียเกือบจะอยู่อันดับบ๊วย ในเรื่องความพึงพอใจต่องาน ส่วนดัชนีระดับความสุขโดยทั่วไปอยู่ระดับตรงกลางๆ ทั้ง 2 ท่านได้แสดงให้เห็นว่าการศึกษาเรื่องความสุขของมนุษย์นั้นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยทางด้านสังคม ทั้งนี้ เพราะว่าปัจจัยทางสังคมไม่ได้มาพร้อมกับป้ายราคา การศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้น่าจะช่วยให้รัฐบาลในประเทศต่างๆ สามารถดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับการสร้างความสุขของคนในสังคมได้
ข้อสรุปเหล่านี้สอดคล้องกับงานของ Layard ซึ่งได้ชี้ไว้โดยอาศัยงานศึกษาทางด้านจิตวิทยาสมัยใหม่ ที่กล่าวว่าความสุขของคนมาจากปัจจัยที่มีมากกว่าตัวเงิน เช่นคนเป็นสัตว์สังคม ที่ต้องการมีเพื่อน มีครอบครัว มีการทำงาน ดังนั้นปฏิสัมพันธ์ต่อเรื่องราวเหล่านี้จะส่งผลต่อระดับความสุขของคนในสังคม
มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการศึกษาปัจจัยทางสังคมเหล่านี้ กล่าวคือปัจจัยทางสังคมเหล่านี้ จะสามารถวัดได้โดยต้องพึ่งการประเมินของแต่ละบุคคลหรืออัตวิสัยของผู้นั้น ปัจจัยเหล่านี้จึงมีลักษณะที่ไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด และอาจจะมีความแตกต่างกันในแต่ละสังคมขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละสังคมด้วย แต่ก็ยังคงลักษณะบางประการที่มีลักษณะร่วมกันในแต่ละประเทศและค่อนข้างคงที่ เช่น คนต้องการความมั่นคง ในงาน ในครอบครัว และในสภาพแวดล้อมทางสังคม และต้องการอยู่อาศัยในสภาพสังคมที่สามารถไว้วางใจผู้อื่นได้
ดังนั้น นโยบายบางประการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งเหล่านี้แม้ว่าจะมีส่วนในการเพิ่มตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มความสุขให้กับคนในสังคมได้
1. ให้ประเมินว่าระดับความสุขของตนเองโดยทั่วไปอยู่ตรงไหน คะแนนอยู่ในช่วง 1-7
2. ให้ประเมินว่าระดับความพึงพอใจต่อชีวิตครอบครัวเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-7
3. ให้ประเมินว่าระดับความพึงพอใจในงานที่ทำเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-7
4. ให้ประเมินว่าระดับความตึงเครียดของงานอยู่ที่ระดับไหน คะแนนอยู่ในช่วง 1-5
5. ให้ประเมินว่าระดับความเหนื่อยจากการทำงานในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-4
ผู้ศึกษาทั้ง 2 ท่านสมมุติว่า ถ้าให้ดัชนีทั้ง 5 ข้อ เป็นดัชนีที่ชี้วัดถึงความสุข เขาพบว่า ออสเตรเลียเกือบจะอยู่อันดับบ๊วย ในเรื่องความพึงพอใจต่องาน ส่วนดัชนีระดับความสุขโดยทั่วไปอยู่ระดับตรงกลางๆ ทั้ง 2 ท่านได้แสดงให้เห็นว่าการศึกษาเรื่องความสุขของมนุษย์นั้นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยทางด้านสังคม ทั้งนี้ เพราะว่าปัจจัยทางสังคมไม่ได้มาพร้อมกับป้ายราคา การศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้น่าจะช่วยให้รัฐบาลในประเทศต่างๆ สามารถดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับการสร้างความสุขของคนในสังคมได้
ข้อสรุปเหล่านี้สอดคล้องกับงานของ Layard ซึ่งได้ชี้ไว้โดยอาศัยงานศึกษาทางด้านจิตวิทยาสมัยใหม่ ที่กล่าวว่าความสุขของคนมาจากปัจจัยที่มีมากกว่าตัวเงิน เช่นคนเป็นสัตว์สังคม ที่ต้องการมีเพื่อน มีครอบครัว มีการทำงาน ดังนั้นปฏิสัมพันธ์ต่อเรื่องราวเหล่านี้จะส่งผลต่อระดับความสุขของคนในสังคม
มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการศึกษาปัจจัยทางสังคมเหล่านี้ กล่าวคือปัจจัยทางสังคมเหล่านี้ จะสามารถวัดได้โดยต้องพึ่งการประเมินของแต่ละบุคคลหรืออัตวิสัยของผู้นั้น ปัจจัยเหล่านี้จึงมีลักษณะที่ไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด และอาจจะมีความแตกต่างกันในแต่ละสังคมขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละสังคมด้วย แต่ก็ยังคงลักษณะบางประการที่มีลักษณะร่วมกันในแต่ละประเทศและค่อนข้างคงที่ เช่น คนต้องการความมั่นคง ในงาน ในครอบครัว และในสภาพแวดล้อมทางสังคม และต้องการอยู่อาศัยในสภาพสังคมที่สามารถไว้วางใจผู้อื่นได้
ดังนั้น นโยบายบางประการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งเหล่านี้แม้ว่าจะมีส่วนในการเพิ่มตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มความสุขให้กับคนในสังคมได้
Subscribe to:
Posts (Atom)