Friday, November 10, 2006

ไทยอยู่อันดับ 74 การพัฒนามนุษย์

โดย ผู้จัดการออนไลน์
11 พฤศจิกายน 2549

สำนักงานโครงการการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP รายงานการพัฒนามนุษย์ในปี 2549 โดยผลการจัดอันดับดัชนีการพัฒนามนุษย์ ซึ่งชี้วัดจากการพัฒนา 3 ด้าน คือ การมีอายุยืนยาวและแข็งแรง การศึกษา และมาตรฐานการครองชีพ ของ 177 ประเทศทั่วโลก พบว่า ประเทศที่มีการพัฒนามากที่สุด 5 อันดับแรก คือ นอร์เวย์ ไอส์แลนด์ ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ และสวีเดน ส่วนประเทศอันดับสุดท้าย คือ ไนเจอร์ ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 74 ลดลง 1 อันดับจากปีที่แล้ว ผลปรากฏว่า คนไทยมีอายุเฉลี่ยประมาณ 70.3 ปี อัตราผู้รู้หนังสือ ร้อยละ 92.6 อัตราการเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ร้อยละ 73.7 สัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ต่อประชากรต่อหัว 8,090 ดอลลาร์สหรัฐ
ผู้อำนวยการโครงการ และรองผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทย ยังกล่าวถึงการพัฒนามนุษย์ในส่วนที่เกี่ยวกับน้ำว่า จะพิจารณาจากการใช้น้ำเพื่อชีวิต และการใช้น้ำในวิถีชีวิต อย่างไรก็ตาม มีประชากรทั่วโลก ประมาณ 1,100 ล้านคน ขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ เพราะการกระจายน้ำสะอาดไปถึงชนบทไม่ดีพอ จึงควรแก้ไขด้วยการให้รัฐออกกฎหมายกำหนดให้น้ำเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ให้ได้รับน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคและบริโภค ไม่ต่ำกว่า 20 ลิตรต่อคนต่อวัน

บอร์ด สศช.ผ่าน 5 เกณฑ์ดัชนีความสุข

กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549

คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นชอบความหมายของดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข และ 5 องค์ประกอบนำไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ใช้ตัวเลขวัดดัชนีความสุข แต่ใช้วัดความเข้มแข็งของชุมชนและการพัฒนาที่ได้รับ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ สศช. ซึ่งพิจารณาการพัฒนาตัวชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย ตามแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ว่า คณะกรรมการพิจารณาดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข หมายถึง ความพอใจในการดำเนินชีวิตของคน ทั้งจิต กาย ปัญญา ที่เชื่อมโยงสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นองค์รวม และสัมพันธ์ได้ถูกต้องดีงาม นำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ระบบบริหารจัดการที่เป็นธรรม

นายอำพนกล่าวว่า ความอยู่เย็นเป็นสุขอธิบายได้ 5 องค์ประกอบในการดำรงชีวิตของคนไทย คือ 1.ด้านเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ การทำมาหากิน ที่มีรายได้และหลักประกันความมั่นคงในชีวิต 2. ความเข้มแข็งของคนทั้งในสังคม ชุมชน และครอบครัว 3.ความมีสุขภาวะที่ดี ทั้งจิตใจ อารมณ์ ร่างกาย และสติปัญญา อย่างสมดุลและเข้าถึงหลักศาสนา 4.อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และ 5.หลักธรรมาภิบาลที่มีสิทธิเสรีภาพ และการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ ภายในเวลา 2 เดือน จะนำการกำหนดตัวชี้วัดรายงานต่อคณะกรรมการอีกครั้ง ซึ่งตัวชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข จะไม่ใช่ตัวเลขวัดเหมือนเศรษฐกิจว่าเติบโตหรือลดลงร้อยละเท่าไร แต่จะดูความเข้มแข็งของครอบครัว สถิติการหย่าร้าง เด็กได้รับการพัฒนาการศึกษาอย่างไร โดยในแต่ละชุมชนสังคมจะมีความต่างกันไปตามภูมิหลัง

นอกจากนี้ คณะกรรมการรับทราบรายงานว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในแผนพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2549 และให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 ปลายเดือนนี้ สศช.จะจัดประชุมสร้างความเข้าใจ สนับสนุนสร้างองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ เชื่อมโยงกับเครือข่ายขับเคลื่อนดัชนีวัดความเป็นอยู่ตามแผนฯ 10 รวมกับนโยบายรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนากรอบแนวคิด ของความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งภายในระยะเวลา 3 เดือนต่อจากนี้ สศช.จะเร่งดำเนินการจัดทำดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข และใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างแนวคิดเรื่องความอยู่เย็นเป็นสุข ให้เป็นกระแสหลักในสังคม สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และเครือข่ายในการจัดทำดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข รวมทั้งขยายไปสู่ระดับพื้นที่จังหวัด ท้องถิ่น และชุมชน

การดำเนินการจะเริ่มจากการปรับปรุงกรอบแนวคิด องค์ประกอบ และประเด็นการพัฒนาดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมในสังคมไทย เพื่อนำไปสู่การจัดทำรายละเอียดดัชนีความอยู่เย็นเป็นสุขเบื้องต้น ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่าย และภาคีที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงจัดทำรายงานสถานะความอยู่เย็นเป็นสุขของสังคมไทยเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา และรายงานต่อสาธารณะ รวมทั้งนำเสนอในการประชุมประจำปี 2550 ของ สศช.

นอกจากนี้ ยังจะสนับสนุนสร้างองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ เชื่อมโยงกับเครือข่ายขับเคลื่อนดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข อาทิเช่น ศูนย์คุณธรรม สปรส. สกว. สพน. สำนักวิจัยเอแบค โพลล์ และประสานความร่วมมือเชื่อมโยงองค์ความรู้ในการพัฒนา และใช้ประโยชน์ดัชนีชี้วัดสู่การจัดทำดัชนีในระดับชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด ตลอดจนพื้นที่ชนบท-เมือง พร้อมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการพัฒนาดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขขึ้น เพื่อให้มีดัชนีชี้วัดที่ครอบคลุม ครบถ้วน สามารถชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมต่อไป

กับดักดัชนีความสุข

พอเพียงภิวัตน์ : พิพัฒน์ ยอดพฤติการ sufficientization@gmail.com กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2549

จั่วหัวเรื่องอย่างนี้ หลายคนคงคิดว่าบทความนี้คงจะต้องปฏิเสธดัชนีความสุข หรือคิดว่าผู้เขียนคงจะเป็นสาวก ของระบบทุนนิยมที่อยู่ข้างจีดีพีหรือดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอย่างแน่นอน เอาเป็นว่ายังไม่อยากบอกว่าคิดผิด เพียงแต่อย่าเพิ่งตัดสินจนกว่าจะได้อ่านบทความจนจบ การหยิบยกประเด็นเรื่องดัชนีความสุข มาเป็นเครื่องชี้วัดสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมนั้น กำลังเป็นที่สนใจต่อประชาชนผู้ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง และอยากจะเห็นประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องดีงาม สาเหตุที่มีการพูดถึงดัชนีวัดความสุข ซึ่งขณะนี้ก็มีอยู่หลายคำ อาทิเช่น ความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness : GNH) ความสุขมวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Happiness : GDH) ดัชนีความสุขมวลรวม (Gross Happiness Index : GHI) และล่าสุดกำลังมีการพัฒนาเป็นความสุขมวลรวมนานาชาติ (Gross International Happiness : GIH)

ก็เนื่องจากสาเหตุที่ ดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ซึ่งเป็นเครื่องชี้สภาวะทางเศรษฐกิจหลัก ในเศรษฐศาสตร์มหภาค ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ สำหรับใช้วัดระดับของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ อาทิเช่น การไม่ได้รวมต้นทุน หรือค่าเสียหายจากการผลิตของธุรกิจ ที่มีต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมไว้ในการคำนวณ ตัวเลขจีดีพี มิได้รวมสินค้าและบริการบางอย่างที่ไม่อยู่ในระบบตลาด ได้แก่ การผลิตในครัวเรือน (เช่น การทำความสะอาด การซักรีด การเตรียมอาหาร และการเลี้ยงดูบุตร ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตซ้ำโดยแม่บ้าน)

หรือผลตอบแทนในรูปของอรรถประโยชน์ที่ไม่สามารถวัดค่าเป็นตัวเงินได้ ซึ่งถูกจัดว่าเป็นเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) และที่สำคัญตัวเลขจีดีพีมิได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ประชาชาติ ที่แม้ตัวเลขจีดีพีจะเพิ่มขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศยากจนลง เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปกระจุกตัว อยู่ที่คนส่วนน้อยเพียงกลุ่มเดียว

การพัฒนาดัชนีความสุขเพื่อเป็นดัชนีทางเลือกในการใช้เป็นเครื่องชี้สภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม นับเป็นความพยายามที่ดี และมีกระแสตอบรับจากประชาชนในหลายประเทศ ซึ่งนอกจากจะไปลดข้อจำกัดต่างๆ ของดัชนีจีดีพีแล้ว ดัชนีความสุขยังได้ให้ความสำคัญกับความสุขของประชาชนมากกว่าความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของประเทศ

แต่ด้วยเหตุผลทางเทคนิคในการวัดค่าความสุขที่เป็นนามธรรม และยังมีนิยามที่แตกต่างกันอยู่ จึงเป็นความท้าทายอย่างมากในการพัฒนาดัชนีความสุข และไม่ทำให้กลายเป็นกับดักแห่งการพัฒนา ตามแนวคิดในแบบตะวันตก ที่มุ่งความเจริญทางด้านวัตถุด้านเดียว

ความสุขที่ควรจะนำมาพิจารณาในดัชนีความสุข ต้องเป็นความสุขที่เกิดจากการสนองความต้องการของมนุษย์ด้วยคุณค่าแท้ ซึ่งเป็นคุณค่าหรือประโยชน์ของสิ่งทั้งหลายที่สนองความต้องการสุขภาวะโดยตรง เพื่อให้เกิดความดีงามแก่ชีวิตของตนเอง หรือผู้อื่น คุณค่าชนิดนี้อาศัยปัญญาเป็นเครื่องวัด เรียกว่าเป็นคุณค่าที่สนองปัญญา เป็นคุณค่าในการใช้สอยหรือประโยชน์ที่แท้จริงของสิ่งนั้นๆ เช่น

อาหารมีคุณค่าอยู่ที่ประโยชน์สำหรับหล่อเลี้ยงร่างกายให้มีชีวิตอยู่ได้ มีสุขภาพดี มีกำลังเหมาะที่จะปฏิบัติหน้าที่การงาน หรือรถยนต์มีคุณค่าอยู่ที่ช่วยในการเดินทางได้สะดวกรวดเร็ว เกื้อกูลต่อการปฏิบัติหน้าที่การงาน เป็นต้น

ส่วนความสุขที่เกิดจากการสนองความต้องการของมนุษย์ด้วยคุณค่าเทียม หรือคุณค่าพอกเสริม หมายถึง คุณค่าหรือประโยชน์ของสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์พอกพูนให้แก่สิ่งนั้น เพื่อขยายเสริมความมั่นคงยิ่งใหญ่ของอัตตาที่ยึดถือไว้ คุณค่าชนิดนี้อาศัยตัณหาเป็นเครื่องวัดคุณค่า เรียกว่าเป็นคุณค่าที่สนองตัณหาและมานะ เช่น อาหารที่มีคุณค่าอยู่ที่ความเอร็ดอร่อย เสริมความสนุกสนาน เป็นเครื่องแสดงฐานะความโก้หรูหรา หรือรถยนต์ที่มีคุณค่าเป็นเครื่องแสดงฐานะ แสดงความโก้มั่งมี มุ่งอวดความเด่นความสวยงามตามค่านิยม เป็นต้น

กรอบแนวคิดเรื่องคุณค่าในเศรษฐศาสตร์กระแสหลักได้กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาคุณค่าเทียม ที่เกิดจากความต้องการในลักษณะของตัณหาที่มนุษย์เสริมแต่งให้พอกพูนมากยิ่งขึ้น

เป้าหมายของดัชนีความสุข จึงควรมุ่งที่จะตอบสนองความต้องการของมนุษย์เพื่อให้เกิดความสุขที่สงบเย็น มิใช่ความสุขพอกเสริมหรือความพึงพอใจที่เกิดจากการได้สนองตัณหา และพิจารณาว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดำเนินไป เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ให้เกิดความสุขที่สงบเย็นนั้นเป็นเพียงเครื่องมือ (Means) มิใช่เป็นที่หมาย (End) ผลลัพธ์ในทางเศรษฐศาสตร์มิใช่จุดหมายของมนุษย์ แต่เป็นเครื่องมืออุปกรณ์ที่จะช่วยสนับสนุนกระบวนการพัฒนาจิตของมนุษย์ ให้สูงขึ้นในระดับต่อไป เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของปัจเจกบุคคลและสังคมในที่สุด