พอเพียงภิวัตน์ : พิพัฒน์ ยอดพฤติการ sufficientization@gmail.com กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2549
จั่วหัวเรื่องอย่างนี้ หลายคนคงคิดว่าบทความนี้คงจะต้องปฏิเสธดัชนีความสุข หรือคิดว่าผู้เขียนคงจะเป็นสาวก ของระบบทุนนิยมที่อยู่ข้างจีดีพีหรือดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอย่างแน่นอน เอาเป็นว่ายังไม่อยากบอกว่าคิดผิด เพียงแต่อย่าเพิ่งตัดสินจนกว่าจะได้อ่านบทความจนจบ การหยิบยกประเด็นเรื่องดัชนีความสุข มาเป็นเครื่องชี้วัดสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมนั้น กำลังเป็นที่สนใจต่อประชาชนผู้ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง และอยากจะเห็นประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องดีงาม สาเหตุที่มีการพูดถึงดัชนีวัดความสุข ซึ่งขณะนี้ก็มีอยู่หลายคำ อาทิเช่น ความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness : GNH) ความสุขมวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Happiness : GDH) ดัชนีความสุขมวลรวม (Gross Happiness Index : GHI) และล่าสุดกำลังมีการพัฒนาเป็นความสุขมวลรวมนานาชาติ (Gross International Happiness : GIH)
ก็เนื่องจากสาเหตุที่ ดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ซึ่งเป็นเครื่องชี้สภาวะทางเศรษฐกิจหลัก ในเศรษฐศาสตร์มหภาค ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ สำหรับใช้วัดระดับของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ อาทิเช่น การไม่ได้รวมต้นทุน หรือค่าเสียหายจากการผลิตของธุรกิจ ที่มีต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมไว้ในการคำนวณ ตัวเลขจีดีพี มิได้รวมสินค้าและบริการบางอย่างที่ไม่อยู่ในระบบตลาด ได้แก่ การผลิตในครัวเรือน (เช่น การทำความสะอาด การซักรีด การเตรียมอาหาร และการเลี้ยงดูบุตร ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตซ้ำโดยแม่บ้าน)
หรือผลตอบแทนในรูปของอรรถประโยชน์ที่ไม่สามารถวัดค่าเป็นตัวเงินได้ ซึ่งถูกจัดว่าเป็นเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) และที่สำคัญตัวเลขจีดีพีมิได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ประชาชาติ ที่แม้ตัวเลขจีดีพีจะเพิ่มขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศยากจนลง เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปกระจุกตัว อยู่ที่คนส่วนน้อยเพียงกลุ่มเดียว
การพัฒนาดัชนีความสุขเพื่อเป็นดัชนีทางเลือกในการใช้เป็นเครื่องชี้สภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม นับเป็นความพยายามที่ดี และมีกระแสตอบรับจากประชาชนในหลายประเทศ ซึ่งนอกจากจะไปลดข้อจำกัดต่างๆ ของดัชนีจีดีพีแล้ว ดัชนีความสุขยังได้ให้ความสำคัญกับความสุขของประชาชนมากกว่าความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของประเทศ
แต่ด้วยเหตุผลทางเทคนิคในการวัดค่าความสุขที่เป็นนามธรรม และยังมีนิยามที่แตกต่างกันอยู่ จึงเป็นความท้าทายอย่างมากในการพัฒนาดัชนีความสุข และไม่ทำให้กลายเป็นกับดักแห่งการพัฒนา ตามแนวคิดในแบบตะวันตก ที่มุ่งความเจริญทางด้านวัตถุด้านเดียว
ความสุขที่ควรจะนำมาพิจารณาในดัชนีความสุข ต้องเป็นความสุขที่เกิดจากการสนองความต้องการของมนุษย์ด้วยคุณค่าแท้ ซึ่งเป็นคุณค่าหรือประโยชน์ของสิ่งทั้งหลายที่สนองความต้องการสุขภาวะโดยตรง เพื่อให้เกิดความดีงามแก่ชีวิตของตนเอง หรือผู้อื่น คุณค่าชนิดนี้อาศัยปัญญาเป็นเครื่องวัด เรียกว่าเป็นคุณค่าที่สนองปัญญา เป็นคุณค่าในการใช้สอยหรือประโยชน์ที่แท้จริงของสิ่งนั้นๆ เช่น
อาหารมีคุณค่าอยู่ที่ประโยชน์สำหรับหล่อเลี้ยงร่างกายให้มีชีวิตอยู่ได้ มีสุขภาพดี มีกำลังเหมาะที่จะปฏิบัติหน้าที่การงาน หรือรถยนต์มีคุณค่าอยู่ที่ช่วยในการเดินทางได้สะดวกรวดเร็ว เกื้อกูลต่อการปฏิบัติหน้าที่การงาน เป็นต้น
ส่วนความสุขที่เกิดจากการสนองความต้องการของมนุษย์ด้วยคุณค่าเทียม หรือคุณค่าพอกเสริม หมายถึง คุณค่าหรือประโยชน์ของสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์พอกพูนให้แก่สิ่งนั้น เพื่อขยายเสริมความมั่นคงยิ่งใหญ่ของอัตตาที่ยึดถือไว้ คุณค่าชนิดนี้อาศัยตัณหาเป็นเครื่องวัดคุณค่า เรียกว่าเป็นคุณค่าที่สนองตัณหาและมานะ เช่น อาหารที่มีคุณค่าอยู่ที่ความเอร็ดอร่อย เสริมความสนุกสนาน เป็นเครื่องแสดงฐานะความโก้หรูหรา หรือรถยนต์ที่มีคุณค่าเป็นเครื่องแสดงฐานะ แสดงความโก้มั่งมี มุ่งอวดความเด่นความสวยงามตามค่านิยม เป็นต้น
กรอบแนวคิดเรื่องคุณค่าในเศรษฐศาสตร์กระแสหลักได้กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาคุณค่าเทียม ที่เกิดจากความต้องการในลักษณะของตัณหาที่มนุษย์เสริมแต่งให้พอกพูนมากยิ่งขึ้น
เป้าหมายของดัชนีความสุข จึงควรมุ่งที่จะตอบสนองความต้องการของมนุษย์เพื่อให้เกิดความสุขที่สงบเย็น มิใช่ความสุขพอกเสริมหรือความพึงพอใจที่เกิดจากการได้สนองตัณหา และพิจารณาว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดำเนินไป เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ให้เกิดความสุขที่สงบเย็นนั้นเป็นเพียงเครื่องมือ (Means) มิใช่เป็นที่หมาย (End) ผลลัพธ์ในทางเศรษฐศาสตร์มิใช่จุดหมายของมนุษย์ แต่เป็นเครื่องมืออุปกรณ์ที่จะช่วยสนับสนุนกระบวนการพัฒนาจิตของมนุษย์ ให้สูงขึ้นในระดับต่อไป เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของปัจเจกบุคคลและสังคมในที่สุด
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
No comments:
Post a Comment