Friday, November 17, 2006

ยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข-สังคายนาสื่อ

“หมอประเวศ” แนะใช้งบ 2 พันล้านสังคายนาสื่อทั้งระบบเพื่อให้การสื่อสารที่เป็นจริง และอิสระ และให้มี คณะกรรมการเฉพาะกิจกำหนดยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข โดย นายกฯ เป็นประธานรับรู้และสร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ระดับล่างสุดขึ้นมา

เมื่อวันที่ 17 พ.ย.49 นพ.ประเวศ วะสี ได้กล่าวในงาน “พัฒนายุทธศาสตร์สังคมแห่งชาติ จุดประกายความคิด กำหนดทิศสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน” ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล มีข้อคิดที่น่าติดตาม กล่าวคือ

สังคมไทย มีเครื่องมืออยู่จำนวนมาก แต่ขาดการออกแบบและการจัดการในการนำเครื่องมือมาพัฒนาสังคมที่ดี โดยการพัฒนานั้นต้องเริ่มจาก

ข้อ 1.ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ จากผลวิจัยระบุว่าหากสังคมใดเป็นสังคมทางดิ่งไม่มีวันที่เศรษฐกิจ การเมือง ศีลธรรมจะดี จุดสำคัญคือ ต้องสร้างความสัมพันธ์ทางราบ ที่เรียกว่า ประชาสังคม ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น มิฉะนั้นประชาธิปไตยก็ไม่เกิด สหรัฐอเมริกาตั้งประเทศประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วเพราะความเข้มแข็งของท้องถิ่น
“ประเทศโดยรวมจะไม่เสียหายมากหากมีการกระจายอำนาจอยู่ที่ท้องถิ่น รัฐประหารก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าทุกอย่างรวมศูนย์ ความเสียหายก็เกิดขึ้นง่าย และมันก็อาจต้องทำกันอีก ถ้ายังวนเวียนยังเก่า ไปเลือกตั้งแล้วกลับมาการเมืองไม่ได้เรื่องราว สังคมอึดอัด ก็ต้องทำกันอีก ตราบใดที่เราไม่ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง”

ข้อ 2 เศรษฐกิจพอเพียง โดยต้องทำให้มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ความร่มเย็นเป็นสุข และศีลธรรม ถึงจะเกิดขึ้นได้

ข้อ 3.การรักษาดุลยภาพสิ่งแวดล้อม การทำลายป่าไปเหลือกำลังขนาดนี้ น้ำก็จะท่วม มากขึ้น คนเดือดร้อนมากขึ้น การแก้ปัญหาต้องทำให้ชุมชนเข้มแข็ง

ข้อ 4.ความมีน้ำใจไม่ทอดทิ้งกัน โดยขณะนี้มีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กว่า 7 พันกว่าตำบล ทุกตำบลสามารถสำรวจได้ภายใน 2 สัปดาห์ว่ามีใครถูกทอดทิ้งบ้าง อาทิ คนแก่ เด็ก คนพิการ เชื่อว่าไม่เกิน 2 เดือนสามารถช่วยได้หมดทุกตำบลทั่วประเทศ และต้องส่งเสริมให้เกิดสปิริตแห่งการเป็นอาสาสมัครเต็มแผ่นดินให้ได้

เรื่องนี้ทำเป็นเชิงนโยบายได้ รัฐบาลอาจให้นักเรียน นิสิต นักคึกษา พนักงานรัฐวิสาหกิจ ไปทำงานช่วยเหลือสังคมได้ เช่น อาจเป็น 2 สัปดาห์ต่อปี โดยไม่ถือเป็นวันลา ประเทศจะเกิดการเชื่อมโยงไม่ทอดทิ้งกัน ดีกว่าไปท่องหนังสือ และต้องมีคลินิกความยุติธรรมทุกจังหวัด เอาทนายมาช่วยเหลือกันทุกพื้นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการไม่ทอดทิ้งกัน

ข้อ 5 การพัฒนาจิตใจ

ข้อ 6.ระบบการสื่อสาร ที่ทำให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง รัฐบาลนี้ต้องทำให้ได้ เพราะตนเคยพูดตั้งแต่รัฐบาลเปรมแล้วว่า อะไรที่ทำยาก และทำไม่ได้ ก็ขอให้ทำอย่างเดียว คือ การสื่อสารเพื่อให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง สิ่งต่างๆ จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว วันนี้เรามีสื่อสารพัด ถ้าเราออกแบบให้ดีจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้มาก รวมทั้งจะเกิดประชาธิปไตยด้วย รัฐบาลควรกำหนดเป็นนโยบายก่อน โดยออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีตั้งองค์กรประสานงานสื่อสร้างสรรค์เพราะเรามีสื่อมาก อสมท กรมประชาสัมพันธ์ กองทัพ แต่ขาดการประสานงานที่จะทำเรื่องสร้างสรรค์ กลับไปตกอยู่ที่ผลประโยชน์อะไรต่างๆ และควรมีการเสนอ พ.ร.บ.องค์การสื่อสารสาธารณะที่เป็นอิสระและสื่อสารทุกประเภท เช่น ทีวี 24 ชั่วโมง วิทยุ สิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิคส์ สื่อชุมชน ใช้เงินประมาณ 2 พันล้านบาทต่อปี

ข้อ 7 การสร้างระบบสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศีลธรรมอย่างมาก

ข้อ 8 ระบบการศึกษาที่คุณธรรมนำความรู้ ถ้าความรู้ไม่มีพลังพอที่จะเผชิญกับกิเลสได้ มันจะโดนกิเลสจับกินหมด

ข้อ 9.การพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งจังหวัด เป็นเรื่องที่ทำได้ทันที คือให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดทำงานร่วมกับประชาคม หากมีการประสานงานกันขึ้นแล้วจะเริ่มทำได้ทันที

ข้อ 10. ปฏิรูประบบยุติธรรมและความเป็นธรรมในสังคม เรื่องนี้ทำได้ยาก แต่จำเป็นต้องทำและต่อเนื่องในระยะยาว คือปฏิรูประบบยุติธรรมและความเป็นธรรมทางสังคม ต้องปฏิรูปกฎหมาย

ข้อสำคัญ การพัฒนาสังคมไม่มีใครทำได้เพียงลำพัง ไม่ว่าจะกลุ่มนักวิชาการ เอ็นจีโอ รากแก้ว ราชการ หรือการเมืองฝ่ายเดียวก็ทำไม่ได้ แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน ต้องถักทอกันทำออกมาเป็นยุทธศาสตร์ เพราะเป็นเรื่องที่ยาก

ดังนั้นถ้านายกฯ รับเป็นประธานเองแล้วมีคนมาจากภาคต่างๆ ทั้งภาคธุรกิจ ประชาชน สื่อมวลชน ผู้นำชุมชน มาร่วมและนำข้อมูลมาดู นำปัญหาทั้งโลกมาดูว่า ส่งผลกระทบอะไรบ้าง ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถรักษาดุลยภาพของเราไว้ทั้งภายในและกับโลกภายนอกไว้ได้

“หากนายกฯ รับทำเองก็จะช่วยได้มาก เพราะภาควิชาการกำลังอ่อนแอ การวิจัยอ่อนแอ
การประชุมนโยบายยุทธศาสตร์ไม่จำเป็นต้องใช้คณะใหญ่ ไม่ต้องมีอำนาจมาก
เพื่อทำความเข้าใจระบบที่ซับซ้อน ครม.ควรจะแยกกัน ควรจะมีอีกคณะหนึ่งที่ทำเชิงปัญญาและไม่มีอำนาจ
ผมอยากเห็นคนไทยเข้ามาช่วยถักทอกัน แล้วทำงานมองอนาคตของเราแล้วมองเชิงนโยบายยุทธศาสตร์แล้วออกแบบให้ได้ว่า สังคมที่ดีงามเป็นอย่างไร แล้วเราสามารถเคลื่อนไปในเชิงนโยบายยุทธศาสตร์และการปฏิบัติได้อย่างไร”
**************

Sunday, November 12, 2006

'แผนที่คนดี' ยุทธศาสตร์อยู่เย็นเป็นสุข

นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้ข้อคิด ถึงแนวทางเสริมสุขภาพบ้านเมือง มี 3 ยุทธศาสตร์ กล่าวคือ
ยุทธศาสตร์ที่ 1 สังคมไม่ทอดทิ้งกัน สามารถทำได้ทั้งประเทศภายใน 3 เดือน เพราะเครื่องมือมีอยู่แล้ว เงินทองมีอยู่ ยกตัวอย่างในสังคมจะมีคนที่ถูกทอดทิ้ง คนจน คนแก่ คนสติไม่สมประกอบ ลูกกำพร้า เห็นได้ตามสื่อมวลชนนำเสนอตลอดเวลา ทั้งที่ประเทศไทยมีอาหารเพียงพอและส่งออกด้วย ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบล หมู่บ้าน ต้องไปสำรวจภายในชุมชนตนเองว่ามีใครถูกทอดทิ้งบ้าง ซึ่งรัฐบาลมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยินดีจะจ่าย 37.5 บาทต่อหัว เมื่อรวมแล้วสมมติมี 10,000 คน ก็เท่ากับ 375,000 บาท องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สมทบอีก 100,000 บาท ทั้งหมดเป็นเงินเกือบ 500,000 บาท โรงพยาบาลชุมชนยังสมทบอีก และ พม.จะช่วยเบื้องต้นสำหรับคนที่ถูกทอดทิ้งในตำบลอีกด้วย นอกจากนี้ ถ้าคนในสังคมมีสปิริตพอ สามารถเป็นอาสาสมัคร หรือรัฐบาลประกาศเป็นนโยบายสังคม ให้นักเรียนนักศึกษาหรือข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจช่วยกัน คนหนึ่งใช้เวลา 2 อาทิตย์ต่อปีเป็นอาสาสมัคร โดยไม่คิดวันลา เพื่อมาช่วยดูแลคนพิการ และคนอีกร้อยแปดที่ถูกทอดทิ้ง
ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ ความเข้มแข็งของชุมชน ท้องถิ่น และประชาสังคม จะลงมือทำได้ต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำงานร่วมกับประชาสังคม แล้วพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งจังหวัด แก้ปัญหาไปพร้อมกันทั้งความยากจน รักษาสิ่งแวดล้อม เรื่องวัฒนธรรม ศีลธรรม
ยุทธศาสตร์ที่ 3 สังคม คุณธรรม เรามีองค์กรศาสนา มีวัดกว่า 30,000 แห่ง ถ้าไปส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรศาสนาก็จะทำให้สังคมมีคุณธรรมมากขึ้น ซึ่งต้องมีการจัดการที่ดี ทำวัดให้สะอาด ให้ร่มรื่น มีหลวงปู่สอนกรรมฐาน เพราะเดี๋ยวนี้คนเครียดมากขึ้นจากการทำงาน เมื่อจะกลับบ้าน จะได้แวะไปวัด ไปไหว้พระ นั่งกรรมฐาน จิตใจได้สงบ และวัดควรจัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุ เพราะจะเหงาเมื่อเวลาอยู่บ้านคนเดียว ทั้งหมดขึ้นอยู่กับวิธีการจัดการ ถ้าจัดการเป็นจะเกิดประโยชน์มากมาย บางเรื่องรัฐบาลจัดการไม่เป็น บางเรื่องเอ็นจีโอจัดการไม่เป็น ซึ่งหาคนที่จัดการเป็น อาจเป็นนักธุรกิจเพื่อกิจการส่งเสริมศาสนาก็ได้ จะช่วยให้วัดและชุมชนมีการจัดการที่ดี
อาสาสมัครและสื่อสาร ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะขยายความดี ถ้าเราไปสอนให้คนทำดี ถือว่ายากมาก แต่เมื่อคิดให้ดีความดีมีอยู่แล้ว พ่อก็ใช่ แม่ก็ใช่ คนรอบตัวเราก็ใช่ แต่ก็ไม่มีคนรู้ ฉะนั้น ความดีมีอยู่ในพื้นที่ทุกตารางเมตร แล้วเราจะทำอย่างไร เราต้องไปหา
เรามีโรงเรียนกว่า 30,000 โรง ทำโครงการ “แผนที่คนดี” ขึ้นมา วัดทุกวัด ชุมชนทุกแห่งช่วยกันทำแผนที่คนดี ที่สุดเราก็จะไปเจอ บางท่านเป็นครู เป็นพระ เป็นชาวบ้าน ข้าราชการ นักธุรกิจแล้วแต่ ก็จะรู้ว่ามีคนดีอยู่ในชุมชน

เก็บความจากข่าว วันที่ 12 พย 49

Friday, November 10, 2006

ไทยอยู่อันดับ 74 การพัฒนามนุษย์

โดย ผู้จัดการออนไลน์
11 พฤศจิกายน 2549

สำนักงานโครงการการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP รายงานการพัฒนามนุษย์ในปี 2549 โดยผลการจัดอันดับดัชนีการพัฒนามนุษย์ ซึ่งชี้วัดจากการพัฒนา 3 ด้าน คือ การมีอายุยืนยาวและแข็งแรง การศึกษา และมาตรฐานการครองชีพ ของ 177 ประเทศทั่วโลก พบว่า ประเทศที่มีการพัฒนามากที่สุด 5 อันดับแรก คือ นอร์เวย์ ไอส์แลนด์ ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ และสวีเดน ส่วนประเทศอันดับสุดท้าย คือ ไนเจอร์ ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 74 ลดลง 1 อันดับจากปีที่แล้ว ผลปรากฏว่า คนไทยมีอายุเฉลี่ยประมาณ 70.3 ปี อัตราผู้รู้หนังสือ ร้อยละ 92.6 อัตราการเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ร้อยละ 73.7 สัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ต่อประชากรต่อหัว 8,090 ดอลลาร์สหรัฐ
ผู้อำนวยการโครงการ และรองผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทย ยังกล่าวถึงการพัฒนามนุษย์ในส่วนที่เกี่ยวกับน้ำว่า จะพิจารณาจากการใช้น้ำเพื่อชีวิต และการใช้น้ำในวิถีชีวิต อย่างไรก็ตาม มีประชากรทั่วโลก ประมาณ 1,100 ล้านคน ขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ เพราะการกระจายน้ำสะอาดไปถึงชนบทไม่ดีพอ จึงควรแก้ไขด้วยการให้รัฐออกกฎหมายกำหนดให้น้ำเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ให้ได้รับน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคและบริโภค ไม่ต่ำกว่า 20 ลิตรต่อคนต่อวัน

บอร์ด สศช.ผ่าน 5 เกณฑ์ดัชนีความสุข

กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549

คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นชอบความหมายของดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข และ 5 องค์ประกอบนำไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ใช้ตัวเลขวัดดัชนีความสุข แต่ใช้วัดความเข้มแข็งของชุมชนและการพัฒนาที่ได้รับ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ สศช. ซึ่งพิจารณาการพัฒนาตัวชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย ตามแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ว่า คณะกรรมการพิจารณาดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข หมายถึง ความพอใจในการดำเนินชีวิตของคน ทั้งจิต กาย ปัญญา ที่เชื่อมโยงสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นองค์รวม และสัมพันธ์ได้ถูกต้องดีงาม นำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ระบบบริหารจัดการที่เป็นธรรม

นายอำพนกล่าวว่า ความอยู่เย็นเป็นสุขอธิบายได้ 5 องค์ประกอบในการดำรงชีวิตของคนไทย คือ 1.ด้านเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ การทำมาหากิน ที่มีรายได้และหลักประกันความมั่นคงในชีวิต 2. ความเข้มแข็งของคนทั้งในสังคม ชุมชน และครอบครัว 3.ความมีสุขภาวะที่ดี ทั้งจิตใจ อารมณ์ ร่างกาย และสติปัญญา อย่างสมดุลและเข้าถึงหลักศาสนา 4.อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และ 5.หลักธรรมาภิบาลที่มีสิทธิเสรีภาพ และการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ ภายในเวลา 2 เดือน จะนำการกำหนดตัวชี้วัดรายงานต่อคณะกรรมการอีกครั้ง ซึ่งตัวชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข จะไม่ใช่ตัวเลขวัดเหมือนเศรษฐกิจว่าเติบโตหรือลดลงร้อยละเท่าไร แต่จะดูความเข้มแข็งของครอบครัว สถิติการหย่าร้าง เด็กได้รับการพัฒนาการศึกษาอย่างไร โดยในแต่ละชุมชนสังคมจะมีความต่างกันไปตามภูมิหลัง

นอกจากนี้ คณะกรรมการรับทราบรายงานว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในแผนพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2549 และให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 ปลายเดือนนี้ สศช.จะจัดประชุมสร้างความเข้าใจ สนับสนุนสร้างองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ เชื่อมโยงกับเครือข่ายขับเคลื่อนดัชนีวัดความเป็นอยู่ตามแผนฯ 10 รวมกับนโยบายรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนากรอบแนวคิด ของความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งภายในระยะเวลา 3 เดือนต่อจากนี้ สศช.จะเร่งดำเนินการจัดทำดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข และใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างแนวคิดเรื่องความอยู่เย็นเป็นสุข ให้เป็นกระแสหลักในสังคม สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และเครือข่ายในการจัดทำดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข รวมทั้งขยายไปสู่ระดับพื้นที่จังหวัด ท้องถิ่น และชุมชน

การดำเนินการจะเริ่มจากการปรับปรุงกรอบแนวคิด องค์ประกอบ และประเด็นการพัฒนาดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมในสังคมไทย เพื่อนำไปสู่การจัดทำรายละเอียดดัชนีความอยู่เย็นเป็นสุขเบื้องต้น ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่าย และภาคีที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงจัดทำรายงานสถานะความอยู่เย็นเป็นสุขของสังคมไทยเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา และรายงานต่อสาธารณะ รวมทั้งนำเสนอในการประชุมประจำปี 2550 ของ สศช.

นอกจากนี้ ยังจะสนับสนุนสร้างองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ เชื่อมโยงกับเครือข่ายขับเคลื่อนดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข อาทิเช่น ศูนย์คุณธรรม สปรส. สกว. สพน. สำนักวิจัยเอแบค โพลล์ และประสานความร่วมมือเชื่อมโยงองค์ความรู้ในการพัฒนา และใช้ประโยชน์ดัชนีชี้วัดสู่การจัดทำดัชนีในระดับชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด ตลอดจนพื้นที่ชนบท-เมือง พร้อมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการพัฒนาดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขขึ้น เพื่อให้มีดัชนีชี้วัดที่ครอบคลุม ครบถ้วน สามารถชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมต่อไป

กับดักดัชนีความสุข

พอเพียงภิวัตน์ : พิพัฒน์ ยอดพฤติการ sufficientization@gmail.com กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2549

จั่วหัวเรื่องอย่างนี้ หลายคนคงคิดว่าบทความนี้คงจะต้องปฏิเสธดัชนีความสุข หรือคิดว่าผู้เขียนคงจะเป็นสาวก ของระบบทุนนิยมที่อยู่ข้างจีดีพีหรือดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอย่างแน่นอน เอาเป็นว่ายังไม่อยากบอกว่าคิดผิด เพียงแต่อย่าเพิ่งตัดสินจนกว่าจะได้อ่านบทความจนจบ การหยิบยกประเด็นเรื่องดัชนีความสุข มาเป็นเครื่องชี้วัดสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมนั้น กำลังเป็นที่สนใจต่อประชาชนผู้ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง และอยากจะเห็นประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องดีงาม สาเหตุที่มีการพูดถึงดัชนีวัดความสุข ซึ่งขณะนี้ก็มีอยู่หลายคำ อาทิเช่น ความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness : GNH) ความสุขมวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Happiness : GDH) ดัชนีความสุขมวลรวม (Gross Happiness Index : GHI) และล่าสุดกำลังมีการพัฒนาเป็นความสุขมวลรวมนานาชาติ (Gross International Happiness : GIH)

ก็เนื่องจากสาเหตุที่ ดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ซึ่งเป็นเครื่องชี้สภาวะทางเศรษฐกิจหลัก ในเศรษฐศาสตร์มหภาค ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ สำหรับใช้วัดระดับของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ อาทิเช่น การไม่ได้รวมต้นทุน หรือค่าเสียหายจากการผลิตของธุรกิจ ที่มีต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมไว้ในการคำนวณ ตัวเลขจีดีพี มิได้รวมสินค้าและบริการบางอย่างที่ไม่อยู่ในระบบตลาด ได้แก่ การผลิตในครัวเรือน (เช่น การทำความสะอาด การซักรีด การเตรียมอาหาร และการเลี้ยงดูบุตร ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตซ้ำโดยแม่บ้าน)

หรือผลตอบแทนในรูปของอรรถประโยชน์ที่ไม่สามารถวัดค่าเป็นตัวเงินได้ ซึ่งถูกจัดว่าเป็นเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) และที่สำคัญตัวเลขจีดีพีมิได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ประชาชาติ ที่แม้ตัวเลขจีดีพีจะเพิ่มขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศยากจนลง เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปกระจุกตัว อยู่ที่คนส่วนน้อยเพียงกลุ่มเดียว

การพัฒนาดัชนีความสุขเพื่อเป็นดัชนีทางเลือกในการใช้เป็นเครื่องชี้สภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม นับเป็นความพยายามที่ดี และมีกระแสตอบรับจากประชาชนในหลายประเทศ ซึ่งนอกจากจะไปลดข้อจำกัดต่างๆ ของดัชนีจีดีพีแล้ว ดัชนีความสุขยังได้ให้ความสำคัญกับความสุขของประชาชนมากกว่าความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของประเทศ

แต่ด้วยเหตุผลทางเทคนิคในการวัดค่าความสุขที่เป็นนามธรรม และยังมีนิยามที่แตกต่างกันอยู่ จึงเป็นความท้าทายอย่างมากในการพัฒนาดัชนีความสุข และไม่ทำให้กลายเป็นกับดักแห่งการพัฒนา ตามแนวคิดในแบบตะวันตก ที่มุ่งความเจริญทางด้านวัตถุด้านเดียว

ความสุขที่ควรจะนำมาพิจารณาในดัชนีความสุข ต้องเป็นความสุขที่เกิดจากการสนองความต้องการของมนุษย์ด้วยคุณค่าแท้ ซึ่งเป็นคุณค่าหรือประโยชน์ของสิ่งทั้งหลายที่สนองความต้องการสุขภาวะโดยตรง เพื่อให้เกิดความดีงามแก่ชีวิตของตนเอง หรือผู้อื่น คุณค่าชนิดนี้อาศัยปัญญาเป็นเครื่องวัด เรียกว่าเป็นคุณค่าที่สนองปัญญา เป็นคุณค่าในการใช้สอยหรือประโยชน์ที่แท้จริงของสิ่งนั้นๆ เช่น

อาหารมีคุณค่าอยู่ที่ประโยชน์สำหรับหล่อเลี้ยงร่างกายให้มีชีวิตอยู่ได้ มีสุขภาพดี มีกำลังเหมาะที่จะปฏิบัติหน้าที่การงาน หรือรถยนต์มีคุณค่าอยู่ที่ช่วยในการเดินทางได้สะดวกรวดเร็ว เกื้อกูลต่อการปฏิบัติหน้าที่การงาน เป็นต้น

ส่วนความสุขที่เกิดจากการสนองความต้องการของมนุษย์ด้วยคุณค่าเทียม หรือคุณค่าพอกเสริม หมายถึง คุณค่าหรือประโยชน์ของสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์พอกพูนให้แก่สิ่งนั้น เพื่อขยายเสริมความมั่นคงยิ่งใหญ่ของอัตตาที่ยึดถือไว้ คุณค่าชนิดนี้อาศัยตัณหาเป็นเครื่องวัดคุณค่า เรียกว่าเป็นคุณค่าที่สนองตัณหาและมานะ เช่น อาหารที่มีคุณค่าอยู่ที่ความเอร็ดอร่อย เสริมความสนุกสนาน เป็นเครื่องแสดงฐานะความโก้หรูหรา หรือรถยนต์ที่มีคุณค่าเป็นเครื่องแสดงฐานะ แสดงความโก้มั่งมี มุ่งอวดความเด่นความสวยงามตามค่านิยม เป็นต้น

กรอบแนวคิดเรื่องคุณค่าในเศรษฐศาสตร์กระแสหลักได้กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาคุณค่าเทียม ที่เกิดจากความต้องการในลักษณะของตัณหาที่มนุษย์เสริมแต่งให้พอกพูนมากยิ่งขึ้น

เป้าหมายของดัชนีความสุข จึงควรมุ่งที่จะตอบสนองความต้องการของมนุษย์เพื่อให้เกิดความสุขที่สงบเย็น มิใช่ความสุขพอกเสริมหรือความพึงพอใจที่เกิดจากการได้สนองตัณหา และพิจารณาว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดำเนินไป เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ให้เกิดความสุขที่สงบเย็นนั้นเป็นเพียงเครื่องมือ (Means) มิใช่เป็นที่หมาย (End) ผลลัพธ์ในทางเศรษฐศาสตร์มิใช่จุดหมายของมนุษย์ แต่เป็นเครื่องมืออุปกรณ์ที่จะช่วยสนับสนุนกระบวนการพัฒนาจิตของมนุษย์ ให้สูงขึ้นในระดับต่อไป เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของปัจเจกบุคคลและสังคมในที่สุด

Sunday, November 05, 2006

Happiness Index hits a 10-month low

Bangkok Post
Sunday November 05, 2006, BREAKING NEWSs


Severe flood and rising inflation have impacted Thailand's Gross Domestic Happiness Index, conducted by the Abac Poll, as during October it fell to its lowest level since the beginning of 2006.

Noppadol Kannikar, director of Assumption University's Abac Poll, said that a survey was conducted among 4,520 Thais and 431 foreigners in 21 provinces between October 29 and November 4. It was found that the Gross Domestic Happiness Index among Thais plunged to 4.86 in October from 6.30 points in September, its lowest level in the past 10 months.

The chief reasons behind the decline were attributed to severe floods in a number of provinces and the sharp rise in the price of consumer goods.

On the part of foreigners living in Thailand, the Index also declined to 6.79 points in October from 7.23 points in September, according to the survey. The slight decline was due to foreigners' happiness towards Thai culture and festivities, and unity among Thais.

The survey also found that the Gross Domestic Happiness Index as interpreted on a regional basis, showed that the index for southerners improved and ranked first with 6.35 out of 10 points followed by those living in the Central region with 6.11 points, 5.74 points for those living in the northeast, 5.56 points for northerners and 5.35 points for Bangkok.

Among the positive factors which had boosted the Index were attributed to the public following the sufficiency economy principle, initiated by King Bhumibol Adulayadej, an easing in political tensions and more people having confidence in the interim government which they believed would be honest and able to improve quality of life. (TNA)

Thursday, November 02, 2006

มองมุมใหม่ : ประเทศแห่งความสุข กับตัวชี้วัดด้าน Happiness

1 พฤศจิกายน 2549 0:0 น.ผศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค
เมื่อไม่นานมานี้ เริ่มมีการกล่าวถึงการจัดอันดับประเทศต่างๆ ในโลก ด้วยตัวชี้วัดลักษณะใหม่ ที่ไม่เน้นด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นหลักอย่าง GDP ซึ่งเป็นแนวคิดทางด้าน GDH หรือ Gross Domestic Happiness ซึ่งเริ่มคุ้นหูกันในบ้านเรา จากการที่ภูฏานกล่าวว่าประเทศของตนจะมุ่งเน้นที่ตัวชี้วัดดังกล่าวมากกว่าแค่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียวครับ
โดยเฉพาะที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนในบ้านเรามากเป็นพิเศษ ก็เนื่องจากการที่เจ้าชายรัชทายาทจากภูฏานเสด็จมาประเทศไทย และได้รับความนิยมอย่างมากจากทั้งสื่อและประชาชนไทยทั้งประเทศ จึงยิ่งทำให้แนวคิดดังกล่าวของภูฏานได้เผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางด้วยเช่นกัน
และเร็วๆ นี้ ก็ได้มีการจัดทำการประเมิน "ความสุข" ของแต่ละประเทศทั่วโลก โดยมุ่งเน้นทั้งในแง่มุมของการสาธารณสุข สภาพแวดล้อมด้านความเป็นอยู่ การศึกษาและความมั่งคั่งของประเทศต่างๆ ซึ่งนักวิจัยชาวอังกฤษได้ทำการประเมินขึ้นมา จากการสำรวจความคิดเห็นถึงของประชาชนทั่วโลกกว่า 80,000 คนทีเดียว รวมถึงเก็บข้อมูลทางสถิติอีกมากมายครับ
ปรากฏว่าประเทศที่มาวินเป็นที่หนึ่งของประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก คือ เดนมาร์ก จากการที่มีมาตรฐานในการดำรงชีวิตที่สูง อัตราความยากจนต่ำมาก มีระบบสาธารณสุขและสวัสดิการสังคมที่กระจายสู่ประชาชนทุกคนในวงกว้าง รวมถึงระบบการศึกษามีคุณภาพสูงและมีการให้โอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม นอกจากนี้ การที่จำนวนประชากรไม่มากนัก ประมาณ 5.5 ล้านคนเท่านั้น ทำให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคมด้วย สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติก็มีความสวยงาม น่าอยู่ จึงทำให้เดนมาร์กได้รับอันดับหนึ่งในการประเมินนี้ไป
ตามมาติดๆ ด้วย สวิตเซอร์แลนด์ แดนในฝันของหลายๆ ท่าน ซึ่งติดอันดับไปด้วยสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงามเหมือนภาพวาด โลเคชันอยู่ใจกลางยุโรป โดดเด่นไปด้วยอัตราของการเกิดอาชญากรรมที่ต่ำมาก สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่พรั่งพร้อม มีกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ให้ประชาชนทำมากมาย นอกจากนี้ ยังมีเอกลักษณ์ที่ความสงบสุขของสังคมและไม่มีปัญหาทางการเมืองให้ประชาชนปวดหัวมากนักครับ
อันดับที่สามและสี่ ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน คือ ออสเตรีย และไอซ์แลนด์ ดินแดนแห่งน้ำแข็งขั้วโลก ทั้งสองประเทศนี้ มีรัฐสวัสดิการที่แข็งแกร่งมาก ระบบสาธารณสุขที่เยี่ยมยอด ทำให้ช่วงอายุของประชากรอยู่ได้ถึง 80 ปีทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่คุมเข้มในเรื่องของการดูแลรักษาสภาพแวดล้อม ทำให้ความเป็นอยู่ดี และที่สำคัญก็คือ อัตราของการไม่มีงานทำและอัตราความยากจนต่ำมากๆ อาจต้องขอบคุณจำนวนประชากรที่ไม่สูงมากนักในแต่ละประเทศ ทำให้การดูแลทำได้ทั่วถึงมากขึ้นครับ
ตามมาด้วยอันดับห้า ที่น่าแปลกใจ นั่นคือ บาฮามาส เป็นหนึ่งเดียวในแคริบเบียนที่สามารถแทรกอันดับเข้ามาได้ ซึ่งแม้ว่าบาฮามาสนี้ จะไม่โดดเด่นในเรื่องความมั่งคั่งเท่าชาติตะวันตก โดยอัตราความยากจนยังสูงอยู่ก็ตาม แต่จากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงาม ภูมิอากาศที่เป็นเลิศ รวมถึงวัฒนธรรมของชาวบาฮามาสเอง ที่ร่าเริง ยิ้มง่าย และสบายๆ ไม่ซีเรียส ทำให้ประชาชนค่อนข้างมีความสุข โดยเฉพาะค่านิยมด้านครอบครัวและความเชื่อทางศาสนาที่แข็งแกร่ง ทำให้เป็นหนึ่งในเกราะกำบังของประเทศนี้
อันดับหกและเจ็ด ไม่น่าตื่นเต้นนะครับ เพราะตามมาด้วยประเทศแถบสแกนดิเนเวียทั้งสิ้น นั่นคือ ฟินแลนด์ และสวีเดน ที่แม้ว่าระบบภาษีอากรจะสูงมาก แต่ประชาชนก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากรัฐบาลเช่นกัน โดดเด่นที่ระบบการปกครองที่โปร่งใสและความมั่นคงทางการเมือง ทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดีมีความสุขไปตามๆ กันครับ
ส่วนอันดับที่แปดนั้น คงน่าสนใจกับประชาชนชาวไทยมากๆ โดยเฉพาะที่ยังคงเป็น "จิกมีฟีเวอร์" เพราะอันดับนี้ คือ ภูฏาน ซึ่งแม้ว่าจะติดอันดับหนึ่งในประเทศที่มีรายได้ต่อหัวประชากรต่ำของโลก และอัตราการรู้หนังสือยังต่ำ ช่วงอายุของประชากรก็เพียง 55 ปีเท่านั้น แต่ประชาชนของภูฏานก็มีความสุข เนื่องจากความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนในประเทศ รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่งดงาม ไม่ถูกทำลายจากเงื้อมมือผู้คน รวมถึงวัฒนธรรมและความเชื่อของคนที่ยึดมั่นในศีลธรรม ทำให้เกิดความสงบสุขโดยรวม แม้ไม่ต้องร่ำรวยครับ
อันดับเก้า คือ เพื่อนบ้านของเรา หนึ่งเดียวในอาเซียนที่ติดอันดับ นั่นคือ บรูไน ที่โชคดีจากความมั่งคั่งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี รวมถึงมีความมั่นคงทางการเมืองสูงมาก โดยประเทศถูกปกครองโดยสุลต่านมานานกว่า 6 ศตวรรษแล้ว และรัฐบาลเองก็มีสวัสดิการที่ดีมากต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการบริการสาธารณสุข และการศึกษาที่ไม่ต้องเสียเงินเลย ไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้การสนับสนุนในการซื้อบ้านและอาหารต่างๆ อีกด้วย อัตราความยากจนจึงแทบไม่ปรากฏเลย
ปิดท้ายด้วยอันดับสิบคือ แคนาดา หนึ่งเดียวจากทวีปอเมริกาเหนือเช่นกัน ซึ่งมีความมั่งคั่งของประเทศเป็นจุดเด่น แต่ก็มีสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่งดงามเช่นกัน รวมถึงระบบสาธารณสุขที่ดี และอัตราการเกิดอาชญากรรมที่ต่ำมากอีกประเทศหนึ่งในโลก จึงติดอันดับท็อปเทนในปีนี้ครับ
จะเห็นว่าการประเมินนี้ มีประเทศในยุโรป ตะวันตก ติดอันดับประเทศแห่งความสุขเข้าไปมากมาย ซึ่งอาจเป็นเพราะการสำรวจจัดทำโดยคนยุโรป จึงมีมาตรฐานการประเมินที่โน้มเอียงไปในด้านดังกล่าว
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศในเอเชียเอง ไม่ค่อยติดอันดับ โดยจีนติดอันดับที่ 80 ญี่ปุ่นติดอันดับที่ 90 และอินเดียได้อันดับที่ 125 ซึ่งถือว่าไม่ค่อยแฮปปี้กันเท่าไรครับ ซึ่งอาจเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมทางสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงแรงกดดันทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและแรงบีบคั้นต่างๆ ด้วย จึงทำให้ชีวิตขาดความสุขไปหลายส่วนทีเดียว
ซึ่งในประเด็นนี้ จะเห็นว่าแตกต่างจากชาวยุโรปนะครับ ที่ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่ำกว่าคนเอเชียอย่างเห็นได้ชัด จนมองว่าชาวเอเชียหลายประเทศเป็น Workaholic ไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเทศที่ขาดความสุขมากกว่าเราจากการประเมินครั้งนี้ครับ นั่นคือ ซิมบับเว ที่ติดอันดับ 177 เนื่องจากประสบปัญหาเรื่องเอดส์ ช่วงอายุของคนเพียง 39 ปี มีอัตราความยากจนสูงถึง 80% ส่วนประเทศบูรันดิในแอฟริกา ซึ่งได้อันดับ 178 ก็เผชิญปัญหาความขัดแย้งภายใน จึงทำให้ความสุขเหือดหายไปเช่นกัน
การจัดอันดับนี้ น่าจะเป็นอีกนิมิตหมายหนึ่ง ของการพิจารณาปัจจัยเชิงคุณภาพของการดำรงชีพ มากกว่าแค่ความร่ำรวยทางเศรษฐกิจเท่านั้น อันสอดคล้องอย่างมากกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่พวกเราควรยึดมั่นกันครับ