“หมอประเวศ” แนะใช้งบ 2 พันล้านสังคายนาสื่อทั้งระบบเพื่อให้การสื่อสารที่เป็นจริง และอิสระ และให้มี คณะกรรมการเฉพาะกิจกำหนดยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข โดย นายกฯ เป็นประธานรับรู้และสร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ระดับล่างสุดขึ้นมา
เมื่อวันที่ 17 พ.ย.49 นพ.ประเวศ วะสี ได้กล่าวในงาน “พัฒนายุทธศาสตร์สังคมแห่งชาติ จุดประกายความคิด กำหนดทิศสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน” ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล มีข้อคิดที่น่าติดตาม กล่าวคือ
สังคมไทย มีเครื่องมืออยู่จำนวนมาก แต่ขาดการออกแบบและการจัดการในการนำเครื่องมือมาพัฒนาสังคมที่ดี โดยการพัฒนานั้นต้องเริ่มจาก
ข้อ 1.ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ จากผลวิจัยระบุว่าหากสังคมใดเป็นสังคมทางดิ่งไม่มีวันที่เศรษฐกิจ การเมือง ศีลธรรมจะดี จุดสำคัญคือ ต้องสร้างความสัมพันธ์ทางราบ ที่เรียกว่า ประชาสังคม ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น มิฉะนั้นประชาธิปไตยก็ไม่เกิด สหรัฐอเมริกาตั้งประเทศประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วเพราะความเข้มแข็งของท้องถิ่น
“ประเทศโดยรวมจะไม่เสียหายมากหากมีการกระจายอำนาจอยู่ที่ท้องถิ่น รัฐประหารก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าทุกอย่างรวมศูนย์ ความเสียหายก็เกิดขึ้นง่าย และมันก็อาจต้องทำกันอีก ถ้ายังวนเวียนยังเก่า ไปเลือกตั้งแล้วกลับมาการเมืองไม่ได้เรื่องราว สังคมอึดอัด ก็ต้องทำกันอีก ตราบใดที่เราไม่ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง”
ข้อ 2 เศรษฐกิจพอเพียง โดยต้องทำให้มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ความร่มเย็นเป็นสุข และศีลธรรม ถึงจะเกิดขึ้นได้
ข้อ 3.การรักษาดุลยภาพสิ่งแวดล้อม การทำลายป่าไปเหลือกำลังขนาดนี้ น้ำก็จะท่วม มากขึ้น คนเดือดร้อนมากขึ้น การแก้ปัญหาต้องทำให้ชุมชนเข้มแข็ง
ข้อ 4.ความมีน้ำใจไม่ทอดทิ้งกัน โดยขณะนี้มีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กว่า 7 พันกว่าตำบล ทุกตำบลสามารถสำรวจได้ภายใน 2 สัปดาห์ว่ามีใครถูกทอดทิ้งบ้าง อาทิ คนแก่ เด็ก คนพิการ เชื่อว่าไม่เกิน 2 เดือนสามารถช่วยได้หมดทุกตำบลทั่วประเทศ และต้องส่งเสริมให้เกิดสปิริตแห่งการเป็นอาสาสมัครเต็มแผ่นดินให้ได้
“เรื่องนี้ทำเป็นเชิงนโยบายได้ รัฐบาลอาจให้นักเรียน นิสิต นักคึกษา พนักงานรัฐวิสาหกิจ ไปทำงานช่วยเหลือสังคมได้ เช่น อาจเป็น 2 สัปดาห์ต่อปี โดยไม่ถือเป็นวันลา ประเทศจะเกิดการเชื่อมโยงไม่ทอดทิ้งกัน ดีกว่าไปท่องหนังสือ และต้องมีคลินิกความยุติธรรมทุกจังหวัด เอาทนายมาช่วยเหลือกันทุกพื้นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการไม่ทอดทิ้งกัน”
ข้อ 5 การพัฒนาจิตใจ
ข้อ 6.ระบบการสื่อสาร ที่ทำให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง รัฐบาลนี้ต้องทำให้ได้ เพราะตนเคยพูดตั้งแต่รัฐบาลเปรมแล้วว่า อะไรที่ทำยาก และทำไม่ได้ ก็ขอให้ทำอย่างเดียว คือ การสื่อสารเพื่อให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง สิ่งต่างๆ จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว วันนี้เรามีสื่อสารพัด ถ้าเราออกแบบให้ดีจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้มาก รวมทั้งจะเกิดประชาธิปไตยด้วย รัฐบาลควรกำหนดเป็นนโยบายก่อน โดยออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีตั้งองค์กรประสานงานสื่อสร้างสรรค์เพราะเรามีสื่อมาก อสมท กรมประชาสัมพันธ์ กองทัพ แต่ขาดการประสานงานที่จะทำเรื่องสร้างสรรค์ กลับไปตกอยู่ที่ผลประโยชน์อะไรต่างๆ และควรมีการเสนอ พ.ร.บ.องค์การสื่อสารสาธารณะที่เป็นอิสระและสื่อสารทุกประเภท เช่น ทีวี 24 ชั่วโมง วิทยุ สิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิคส์ สื่อชุมชน ใช้เงินประมาณ 2 พันล้านบาทต่อปี
ข้อ 7 การสร้างระบบสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศีลธรรมอย่างมาก
ข้อ 8 ระบบการศึกษาที่คุณธรรมนำความรู้ ถ้าความรู้ไม่มีพลังพอที่จะเผชิญกับกิเลสได้ มันจะโดนกิเลสจับกินหมด
ข้อ 9.การพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งจังหวัด เป็นเรื่องที่ทำได้ทันที คือให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดทำงานร่วมกับประชาคม หากมีการประสานงานกันขึ้นแล้วจะเริ่มทำได้ทันที
ข้อ 10. ปฏิรูประบบยุติธรรมและความเป็นธรรมในสังคม เรื่องนี้ทำได้ยาก แต่จำเป็นต้องทำและต่อเนื่องในระยะยาว คือปฏิรูประบบยุติธรรมและความเป็นธรรมทางสังคม ต้องปฏิรูปกฎหมาย
ข้อสำคัญ การพัฒนาสังคมไม่มีใครทำได้เพียงลำพัง ไม่ว่าจะกลุ่มนักวิชาการ เอ็นจีโอ รากแก้ว ราชการ หรือการเมืองฝ่ายเดียวก็ทำไม่ได้ แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน ต้องถักทอกันทำออกมาเป็นยุทธศาสตร์ เพราะเป็นเรื่องที่ยาก
ดังนั้นถ้านายกฯ รับเป็นประธานเองแล้วมีคนมาจากภาคต่างๆ ทั้งภาคธุรกิจ ประชาชน สื่อมวลชน ผู้นำชุมชน มาร่วมและนำข้อมูลมาดู นำปัญหาทั้งโลกมาดูว่า ส่งผลกระทบอะไรบ้าง ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถรักษาดุลยภาพของเราไว้ทั้งภายในและกับโลกภายนอกไว้ได้
“หากนายกฯ รับทำเองก็จะช่วยได้มาก เพราะภาควิชาการกำลังอ่อนแอ การวิจัยอ่อนแอ
การประชุมนโยบายยุทธศาสตร์ไม่จำเป็นต้องใช้คณะใหญ่ ไม่ต้องมีอำนาจมาก
เพื่อทำความเข้าใจระบบที่ซับซ้อน ครม.ควรจะแยกกัน ควรจะมีอีกคณะหนึ่งที่ทำเชิงปัญญาและไม่มีอำนาจ
ผมอยากเห็นคนไทยเข้ามาช่วยถักทอกัน แล้วทำงานมองอนาคตของเราแล้วมองเชิงนโยบายยุทธศาสตร์แล้วออกแบบให้ได้ว่า สังคมที่ดีงามเป็นอย่างไร แล้วเราสามารถเคลื่อนไปในเชิงนโยบายยุทธศาสตร์และการปฏิบัติได้อย่างไร”
**************
Friday, November 17, 2006
Sunday, November 12, 2006
'แผนที่คนดี' ยุทธศาสตร์อยู่เย็นเป็นสุข
นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้ข้อคิด ถึงแนวทางเสริมสุขภาพบ้านเมือง มี 3 ยุทธศาสตร์ กล่าวคือ
ยุทธศาสตร์ที่ 1 สังคมไม่ทอดทิ้งกัน สามารถทำได้ทั้งประเทศภายใน 3 เดือน เพราะเครื่องมือมีอยู่แล้ว เงินทองมีอยู่ ยกตัวอย่างในสังคมจะมีคนที่ถูกทอดทิ้ง คนจน คนแก่ คนสติไม่สมประกอบ ลูกกำพร้า เห็นได้ตามสื่อมวลชนนำเสนอตลอดเวลา ทั้งที่ประเทศไทยมีอาหารเพียงพอและส่งออกด้วย ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบล หมู่บ้าน ต้องไปสำรวจภายในชุมชนตนเองว่ามีใครถูกทอดทิ้งบ้าง ซึ่งรัฐบาลมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยินดีจะจ่าย 37.5 บาทต่อหัว เมื่อรวมแล้วสมมติมี 10,000 คน ก็เท่ากับ 375,000 บาท องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สมทบอีก 100,000 บาท ทั้งหมดเป็นเงินเกือบ 500,000 บาท โรงพยาบาลชุมชนยังสมทบอีก และ พม.จะช่วยเบื้องต้นสำหรับคนที่ถูกทอดทิ้งในตำบลอีกด้วย นอกจากนี้ ถ้าคนในสังคมมีสปิริตพอ สามารถเป็นอาสาสมัคร หรือรัฐบาลประกาศเป็นนโยบายสังคม ให้นักเรียนนักศึกษาหรือข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจช่วยกัน คนหนึ่งใช้เวลา 2 อาทิตย์ต่อปีเป็นอาสาสมัคร โดยไม่คิดวันลา เพื่อมาช่วยดูแลคนพิการ และคนอีกร้อยแปดที่ถูกทอดทิ้ง
ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ ความเข้มแข็งของชุมชน ท้องถิ่น และประชาสังคม จะลงมือทำได้ต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำงานร่วมกับประชาสังคม แล้วพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งจังหวัด แก้ปัญหาไปพร้อมกันทั้งความยากจน รักษาสิ่งแวดล้อม เรื่องวัฒนธรรม ศีลธรรม
ยุทธศาสตร์ที่ 3 สังคม คุณธรรม เรามีองค์กรศาสนา มีวัดกว่า 30,000 แห่ง ถ้าไปส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรศาสนาก็จะทำให้สังคมมีคุณธรรมมากขึ้น ซึ่งต้องมีการจัดการที่ดี ทำวัดให้สะอาด ให้ร่มรื่น มีหลวงปู่สอนกรรมฐาน เพราะเดี๋ยวนี้คนเครียดมากขึ้นจากการทำงาน เมื่อจะกลับบ้าน จะได้แวะไปวัด ไปไหว้พระ นั่งกรรมฐาน จิตใจได้สงบ และวัดควรจัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุ เพราะจะเหงาเมื่อเวลาอยู่บ้านคนเดียว ทั้งหมดขึ้นอยู่กับวิธีการจัดการ ถ้าจัดการเป็นจะเกิดประโยชน์มากมาย บางเรื่องรัฐบาลจัดการไม่เป็น บางเรื่องเอ็นจีโอจัดการไม่เป็น ซึ่งหาคนที่จัดการเป็น อาจเป็นนักธุรกิจเพื่อกิจการส่งเสริมศาสนาก็ได้ จะช่วยให้วัดและชุมชนมีการจัดการที่ดี
อาสาสมัครและสื่อสาร ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะขยายความดี ถ้าเราไปสอนให้คนทำดี ถือว่ายากมาก แต่เมื่อคิดให้ดีความดีมีอยู่แล้ว พ่อก็ใช่ แม่ก็ใช่ คนรอบตัวเราก็ใช่ แต่ก็ไม่มีคนรู้ ฉะนั้น ความดีมีอยู่ในพื้นที่ทุกตารางเมตร แล้วเราจะทำอย่างไร เราต้องไปหา
เรามีโรงเรียนกว่า 30,000 โรง ทำโครงการ “แผนที่คนดี” ขึ้นมา วัดทุกวัด ชุมชนทุกแห่งช่วยกันทำแผนที่คนดี ที่สุดเราก็จะไปเจอ บางท่านเป็นครู เป็นพระ เป็นชาวบ้าน ข้าราชการ นักธุรกิจแล้วแต่ ก็จะรู้ว่ามีคนดีอยู่ในชุมชน
เก็บความจากข่าว วันที่ 12 พย 49
ยุทธศาสตร์ที่ 1 สังคมไม่ทอดทิ้งกัน สามารถทำได้ทั้งประเทศภายใน 3 เดือน เพราะเครื่องมือมีอยู่แล้ว เงินทองมีอยู่ ยกตัวอย่างในสังคมจะมีคนที่ถูกทอดทิ้ง คนจน คนแก่ คนสติไม่สมประกอบ ลูกกำพร้า เห็นได้ตามสื่อมวลชนนำเสนอตลอดเวลา ทั้งที่ประเทศไทยมีอาหารเพียงพอและส่งออกด้วย ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบล หมู่บ้าน ต้องไปสำรวจภายในชุมชนตนเองว่ามีใครถูกทอดทิ้งบ้าง ซึ่งรัฐบาลมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยินดีจะจ่าย 37.5 บาทต่อหัว เมื่อรวมแล้วสมมติมี 10,000 คน ก็เท่ากับ 375,000 บาท องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สมทบอีก 100,000 บาท ทั้งหมดเป็นเงินเกือบ 500,000 บาท โรงพยาบาลชุมชนยังสมทบอีก และ พม.จะช่วยเบื้องต้นสำหรับคนที่ถูกทอดทิ้งในตำบลอีกด้วย นอกจากนี้ ถ้าคนในสังคมมีสปิริตพอ สามารถเป็นอาสาสมัคร หรือรัฐบาลประกาศเป็นนโยบายสังคม ให้นักเรียนนักศึกษาหรือข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจช่วยกัน คนหนึ่งใช้เวลา 2 อาทิตย์ต่อปีเป็นอาสาสมัคร โดยไม่คิดวันลา เพื่อมาช่วยดูแลคนพิการ และคนอีกร้อยแปดที่ถูกทอดทิ้ง
ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ ความเข้มแข็งของชุมชน ท้องถิ่น และประชาสังคม จะลงมือทำได้ต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำงานร่วมกับประชาสังคม แล้วพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งจังหวัด แก้ปัญหาไปพร้อมกันทั้งความยากจน รักษาสิ่งแวดล้อม เรื่องวัฒนธรรม ศีลธรรม
ยุทธศาสตร์ที่ 3 สังคม คุณธรรม เรามีองค์กรศาสนา มีวัดกว่า 30,000 แห่ง ถ้าไปส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรศาสนาก็จะทำให้สังคมมีคุณธรรมมากขึ้น ซึ่งต้องมีการจัดการที่ดี ทำวัดให้สะอาด ให้ร่มรื่น มีหลวงปู่สอนกรรมฐาน เพราะเดี๋ยวนี้คนเครียดมากขึ้นจากการทำงาน เมื่อจะกลับบ้าน จะได้แวะไปวัด ไปไหว้พระ นั่งกรรมฐาน จิตใจได้สงบ และวัดควรจัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุ เพราะจะเหงาเมื่อเวลาอยู่บ้านคนเดียว ทั้งหมดขึ้นอยู่กับวิธีการจัดการ ถ้าจัดการเป็นจะเกิดประโยชน์มากมาย บางเรื่องรัฐบาลจัดการไม่เป็น บางเรื่องเอ็นจีโอจัดการไม่เป็น ซึ่งหาคนที่จัดการเป็น อาจเป็นนักธุรกิจเพื่อกิจการส่งเสริมศาสนาก็ได้ จะช่วยให้วัดและชุมชนมีการจัดการที่ดี
อาสาสมัครและสื่อสาร ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะขยายความดี ถ้าเราไปสอนให้คนทำดี ถือว่ายากมาก แต่เมื่อคิดให้ดีความดีมีอยู่แล้ว พ่อก็ใช่ แม่ก็ใช่ คนรอบตัวเราก็ใช่ แต่ก็ไม่มีคนรู้ ฉะนั้น ความดีมีอยู่ในพื้นที่ทุกตารางเมตร แล้วเราจะทำอย่างไร เราต้องไปหา
เรามีโรงเรียนกว่า 30,000 โรง ทำโครงการ “แผนที่คนดี” ขึ้นมา วัดทุกวัด ชุมชนทุกแห่งช่วยกันทำแผนที่คนดี ที่สุดเราก็จะไปเจอ บางท่านเป็นครู เป็นพระ เป็นชาวบ้าน ข้าราชการ นักธุรกิจแล้วแต่ ก็จะรู้ว่ามีคนดีอยู่ในชุมชน
เก็บความจากข่าว วันที่ 12 พย 49
Friday, November 10, 2006
ไทยอยู่อันดับ 74 การพัฒนามนุษย์
โดย ผู้จัดการออนไลน์
11 พฤศจิกายน 2549
สำนักงานโครงการการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP รายงานการพัฒนามนุษย์ในปี 2549 โดยผลการจัดอันดับดัชนีการพัฒนามนุษย์ ซึ่งชี้วัดจากการพัฒนา 3 ด้าน คือ การมีอายุยืนยาวและแข็งแรง การศึกษา และมาตรฐานการครองชีพ ของ 177 ประเทศทั่วโลก พบว่า ประเทศที่มีการพัฒนามากที่สุด 5 อันดับแรก คือ นอร์เวย์ ไอส์แลนด์ ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ และสวีเดน ส่วนประเทศอันดับสุดท้าย คือ ไนเจอร์ ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 74 ลดลง 1 อันดับจากปีที่แล้ว ผลปรากฏว่า คนไทยมีอายุเฉลี่ยประมาณ 70.3 ปี อัตราผู้รู้หนังสือ ร้อยละ 92.6 อัตราการเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ร้อยละ 73.7 สัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ต่อประชากรต่อหัว 8,090 ดอลลาร์สหรัฐ
ผู้อำนวยการโครงการ และรองผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทย ยังกล่าวถึงการพัฒนามนุษย์ในส่วนที่เกี่ยวกับน้ำว่า จะพิจารณาจากการใช้น้ำเพื่อชีวิต และการใช้น้ำในวิถีชีวิต อย่างไรก็ตาม มีประชากรทั่วโลก ประมาณ 1,100 ล้านคน ขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ เพราะการกระจายน้ำสะอาดไปถึงชนบทไม่ดีพอ จึงควรแก้ไขด้วยการให้รัฐออกกฎหมายกำหนดให้น้ำเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ให้ได้รับน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคและบริโภค ไม่ต่ำกว่า 20 ลิตรต่อคนต่อวัน
11 พฤศจิกายน 2549
สำนักงานโครงการการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP รายงานการพัฒนามนุษย์ในปี 2549 โดยผลการจัดอันดับดัชนีการพัฒนามนุษย์ ซึ่งชี้วัดจากการพัฒนา 3 ด้าน คือ การมีอายุยืนยาวและแข็งแรง การศึกษา และมาตรฐานการครองชีพ ของ 177 ประเทศทั่วโลก พบว่า ประเทศที่มีการพัฒนามากที่สุด 5 อันดับแรก คือ นอร์เวย์ ไอส์แลนด์ ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ และสวีเดน ส่วนประเทศอันดับสุดท้าย คือ ไนเจอร์ ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 74 ลดลง 1 อันดับจากปีที่แล้ว ผลปรากฏว่า คนไทยมีอายุเฉลี่ยประมาณ 70.3 ปี อัตราผู้รู้หนังสือ ร้อยละ 92.6 อัตราการเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ร้อยละ 73.7 สัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ต่อประชากรต่อหัว 8,090 ดอลลาร์สหรัฐ
ผู้อำนวยการโครงการ และรองผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทย ยังกล่าวถึงการพัฒนามนุษย์ในส่วนที่เกี่ยวกับน้ำว่า จะพิจารณาจากการใช้น้ำเพื่อชีวิต และการใช้น้ำในวิถีชีวิต อย่างไรก็ตาม มีประชากรทั่วโลก ประมาณ 1,100 ล้านคน ขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ เพราะการกระจายน้ำสะอาดไปถึงชนบทไม่ดีพอ จึงควรแก้ไขด้วยการให้รัฐออกกฎหมายกำหนดให้น้ำเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ให้ได้รับน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคและบริโภค ไม่ต่ำกว่า 20 ลิตรต่อคนต่อวัน
บอร์ด สศช.ผ่าน 5 เกณฑ์ดัชนีความสุข
กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นชอบความหมายของดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข และ 5 องค์ประกอบนำไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ใช้ตัวเลขวัดดัชนีความสุข แต่ใช้วัดความเข้มแข็งของชุมชนและการพัฒนาที่ได้รับ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ สศช. ซึ่งพิจารณาการพัฒนาตัวชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย ตามแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ว่า คณะกรรมการพิจารณาดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข หมายถึง ความพอใจในการดำเนินชีวิตของคน ทั้งจิต กาย ปัญญา ที่เชื่อมโยงสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นองค์รวม และสัมพันธ์ได้ถูกต้องดีงาม นำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ระบบบริหารจัดการที่เป็นธรรม
นายอำพนกล่าวว่า ความอยู่เย็นเป็นสุขอธิบายได้ 5 องค์ประกอบในการดำรงชีวิตของคนไทย คือ 1.ด้านเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ การทำมาหากิน ที่มีรายได้และหลักประกันความมั่นคงในชีวิต 2. ความเข้มแข็งของคนทั้งในสังคม ชุมชน และครอบครัว 3.ความมีสุขภาวะที่ดี ทั้งจิตใจ อารมณ์ ร่างกาย และสติปัญญา อย่างสมดุลและเข้าถึงหลักศาสนา 4.อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และ 5.หลักธรรมาภิบาลที่มีสิทธิเสรีภาพ และการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ ภายในเวลา 2 เดือน จะนำการกำหนดตัวชี้วัดรายงานต่อคณะกรรมการอีกครั้ง ซึ่งตัวชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข จะไม่ใช่ตัวเลขวัดเหมือนเศรษฐกิจว่าเติบโตหรือลดลงร้อยละเท่าไร แต่จะดูความเข้มแข็งของครอบครัว สถิติการหย่าร้าง เด็กได้รับการพัฒนาการศึกษาอย่างไร โดยในแต่ละชุมชนสังคมจะมีความต่างกันไปตามภูมิหลัง
นอกจากนี้ คณะกรรมการรับทราบรายงานว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในแผนพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2549 และให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 ปลายเดือนนี้ สศช.จะจัดประชุมสร้างความเข้าใจ สนับสนุนสร้างองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ เชื่อมโยงกับเครือข่ายขับเคลื่อนดัชนีวัดความเป็นอยู่ตามแผนฯ 10 รวมกับนโยบายรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนากรอบแนวคิด ของความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งภายในระยะเวลา 3 เดือนต่อจากนี้ สศช.จะเร่งดำเนินการจัดทำดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข และใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างแนวคิดเรื่องความอยู่เย็นเป็นสุข ให้เป็นกระแสหลักในสังคม สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และเครือข่ายในการจัดทำดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข รวมทั้งขยายไปสู่ระดับพื้นที่จังหวัด ท้องถิ่น และชุมชน
การดำเนินการจะเริ่มจากการปรับปรุงกรอบแนวคิด องค์ประกอบ และประเด็นการพัฒนาดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมในสังคมไทย เพื่อนำไปสู่การจัดทำรายละเอียดดัชนีความอยู่เย็นเป็นสุขเบื้องต้น ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่าย และภาคีที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงจัดทำรายงานสถานะความอยู่เย็นเป็นสุขของสังคมไทยเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา และรายงานต่อสาธารณะ รวมทั้งนำเสนอในการประชุมประจำปี 2550 ของ สศช.
นอกจากนี้ ยังจะสนับสนุนสร้างองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ เชื่อมโยงกับเครือข่ายขับเคลื่อนดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข อาทิเช่น ศูนย์คุณธรรม สปรส. สกว. สพน. สำนักวิจัยเอแบค โพลล์ และประสานความร่วมมือเชื่อมโยงองค์ความรู้ในการพัฒนา และใช้ประโยชน์ดัชนีชี้วัดสู่การจัดทำดัชนีในระดับชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด ตลอดจนพื้นที่ชนบท-เมือง พร้อมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการพัฒนาดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขขึ้น เพื่อให้มีดัชนีชี้วัดที่ครอบคลุม ครบถ้วน สามารถชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมต่อไป
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นชอบความหมายของดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข และ 5 องค์ประกอบนำไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ใช้ตัวเลขวัดดัชนีความสุข แต่ใช้วัดความเข้มแข็งของชุมชนและการพัฒนาที่ได้รับ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ สศช. ซึ่งพิจารณาการพัฒนาตัวชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย ตามแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ว่า คณะกรรมการพิจารณาดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข หมายถึง ความพอใจในการดำเนินชีวิตของคน ทั้งจิต กาย ปัญญา ที่เชื่อมโยงสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นองค์รวม และสัมพันธ์ได้ถูกต้องดีงาม นำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ระบบบริหารจัดการที่เป็นธรรม
นายอำพนกล่าวว่า ความอยู่เย็นเป็นสุขอธิบายได้ 5 องค์ประกอบในการดำรงชีวิตของคนไทย คือ 1.ด้านเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ การทำมาหากิน ที่มีรายได้และหลักประกันความมั่นคงในชีวิต 2. ความเข้มแข็งของคนทั้งในสังคม ชุมชน และครอบครัว 3.ความมีสุขภาวะที่ดี ทั้งจิตใจ อารมณ์ ร่างกาย และสติปัญญา อย่างสมดุลและเข้าถึงหลักศาสนา 4.อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และ 5.หลักธรรมาภิบาลที่มีสิทธิเสรีภาพ และการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ ภายในเวลา 2 เดือน จะนำการกำหนดตัวชี้วัดรายงานต่อคณะกรรมการอีกครั้ง ซึ่งตัวชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข จะไม่ใช่ตัวเลขวัดเหมือนเศรษฐกิจว่าเติบโตหรือลดลงร้อยละเท่าไร แต่จะดูความเข้มแข็งของครอบครัว สถิติการหย่าร้าง เด็กได้รับการพัฒนาการศึกษาอย่างไร โดยในแต่ละชุมชนสังคมจะมีความต่างกันไปตามภูมิหลัง
นอกจากนี้ คณะกรรมการรับทราบรายงานว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในแผนพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2549 และให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 ปลายเดือนนี้ สศช.จะจัดประชุมสร้างความเข้าใจ สนับสนุนสร้างองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ เชื่อมโยงกับเครือข่ายขับเคลื่อนดัชนีวัดความเป็นอยู่ตามแผนฯ 10 รวมกับนโยบายรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนากรอบแนวคิด ของความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งภายในระยะเวลา 3 เดือนต่อจากนี้ สศช.จะเร่งดำเนินการจัดทำดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข และใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างแนวคิดเรื่องความอยู่เย็นเป็นสุข ให้เป็นกระแสหลักในสังคม สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และเครือข่ายในการจัดทำดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข รวมทั้งขยายไปสู่ระดับพื้นที่จังหวัด ท้องถิ่น และชุมชน
การดำเนินการจะเริ่มจากการปรับปรุงกรอบแนวคิด องค์ประกอบ และประเด็นการพัฒนาดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมในสังคมไทย เพื่อนำไปสู่การจัดทำรายละเอียดดัชนีความอยู่เย็นเป็นสุขเบื้องต้น ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่าย และภาคีที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงจัดทำรายงานสถานะความอยู่เย็นเป็นสุขของสังคมไทยเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา และรายงานต่อสาธารณะ รวมทั้งนำเสนอในการประชุมประจำปี 2550 ของ สศช.
นอกจากนี้ ยังจะสนับสนุนสร้างองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ เชื่อมโยงกับเครือข่ายขับเคลื่อนดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข อาทิเช่น ศูนย์คุณธรรม สปรส. สกว. สพน. สำนักวิจัยเอแบค โพลล์ และประสานความร่วมมือเชื่อมโยงองค์ความรู้ในการพัฒนา และใช้ประโยชน์ดัชนีชี้วัดสู่การจัดทำดัชนีในระดับชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด ตลอดจนพื้นที่ชนบท-เมือง พร้อมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการพัฒนาดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขขึ้น เพื่อให้มีดัชนีชี้วัดที่ครอบคลุม ครบถ้วน สามารถชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมต่อไป
กับดักดัชนีความสุข
พอเพียงภิวัตน์ : พิพัฒน์ ยอดพฤติการ sufficientization@gmail.com กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2549
จั่วหัวเรื่องอย่างนี้ หลายคนคงคิดว่าบทความนี้คงจะต้องปฏิเสธดัชนีความสุข หรือคิดว่าผู้เขียนคงจะเป็นสาวก ของระบบทุนนิยมที่อยู่ข้างจีดีพีหรือดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอย่างแน่นอน เอาเป็นว่ายังไม่อยากบอกว่าคิดผิด เพียงแต่อย่าเพิ่งตัดสินจนกว่าจะได้อ่านบทความจนจบ การหยิบยกประเด็นเรื่องดัชนีความสุข มาเป็นเครื่องชี้วัดสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมนั้น กำลังเป็นที่สนใจต่อประชาชนผู้ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง และอยากจะเห็นประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องดีงาม สาเหตุที่มีการพูดถึงดัชนีวัดความสุข ซึ่งขณะนี้ก็มีอยู่หลายคำ อาทิเช่น ความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness : GNH) ความสุขมวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Happiness : GDH) ดัชนีความสุขมวลรวม (Gross Happiness Index : GHI) และล่าสุดกำลังมีการพัฒนาเป็นความสุขมวลรวมนานาชาติ (Gross International Happiness : GIH)
ก็เนื่องจากสาเหตุที่ ดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ซึ่งเป็นเครื่องชี้สภาวะทางเศรษฐกิจหลัก ในเศรษฐศาสตร์มหภาค ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ สำหรับใช้วัดระดับของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ อาทิเช่น การไม่ได้รวมต้นทุน หรือค่าเสียหายจากการผลิตของธุรกิจ ที่มีต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมไว้ในการคำนวณ ตัวเลขจีดีพี มิได้รวมสินค้าและบริการบางอย่างที่ไม่อยู่ในระบบตลาด ได้แก่ การผลิตในครัวเรือน (เช่น การทำความสะอาด การซักรีด การเตรียมอาหาร และการเลี้ยงดูบุตร ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตซ้ำโดยแม่บ้าน)
หรือผลตอบแทนในรูปของอรรถประโยชน์ที่ไม่สามารถวัดค่าเป็นตัวเงินได้ ซึ่งถูกจัดว่าเป็นเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) และที่สำคัญตัวเลขจีดีพีมิได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ประชาชาติ ที่แม้ตัวเลขจีดีพีจะเพิ่มขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศยากจนลง เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปกระจุกตัว อยู่ที่คนส่วนน้อยเพียงกลุ่มเดียว
การพัฒนาดัชนีความสุขเพื่อเป็นดัชนีทางเลือกในการใช้เป็นเครื่องชี้สภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม นับเป็นความพยายามที่ดี และมีกระแสตอบรับจากประชาชนในหลายประเทศ ซึ่งนอกจากจะไปลดข้อจำกัดต่างๆ ของดัชนีจีดีพีแล้ว ดัชนีความสุขยังได้ให้ความสำคัญกับความสุขของประชาชนมากกว่าความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของประเทศ
แต่ด้วยเหตุผลทางเทคนิคในการวัดค่าความสุขที่เป็นนามธรรม และยังมีนิยามที่แตกต่างกันอยู่ จึงเป็นความท้าทายอย่างมากในการพัฒนาดัชนีความสุข และไม่ทำให้กลายเป็นกับดักแห่งการพัฒนา ตามแนวคิดในแบบตะวันตก ที่มุ่งความเจริญทางด้านวัตถุด้านเดียว
ความสุขที่ควรจะนำมาพิจารณาในดัชนีความสุข ต้องเป็นความสุขที่เกิดจากการสนองความต้องการของมนุษย์ด้วยคุณค่าแท้ ซึ่งเป็นคุณค่าหรือประโยชน์ของสิ่งทั้งหลายที่สนองความต้องการสุขภาวะโดยตรง เพื่อให้เกิดความดีงามแก่ชีวิตของตนเอง หรือผู้อื่น คุณค่าชนิดนี้อาศัยปัญญาเป็นเครื่องวัด เรียกว่าเป็นคุณค่าที่สนองปัญญา เป็นคุณค่าในการใช้สอยหรือประโยชน์ที่แท้จริงของสิ่งนั้นๆ เช่น
อาหารมีคุณค่าอยู่ที่ประโยชน์สำหรับหล่อเลี้ยงร่างกายให้มีชีวิตอยู่ได้ มีสุขภาพดี มีกำลังเหมาะที่จะปฏิบัติหน้าที่การงาน หรือรถยนต์มีคุณค่าอยู่ที่ช่วยในการเดินทางได้สะดวกรวดเร็ว เกื้อกูลต่อการปฏิบัติหน้าที่การงาน เป็นต้น
ส่วนความสุขที่เกิดจากการสนองความต้องการของมนุษย์ด้วยคุณค่าเทียม หรือคุณค่าพอกเสริม หมายถึง คุณค่าหรือประโยชน์ของสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์พอกพูนให้แก่สิ่งนั้น เพื่อขยายเสริมความมั่นคงยิ่งใหญ่ของอัตตาที่ยึดถือไว้ คุณค่าชนิดนี้อาศัยตัณหาเป็นเครื่องวัดคุณค่า เรียกว่าเป็นคุณค่าที่สนองตัณหาและมานะ เช่น อาหารที่มีคุณค่าอยู่ที่ความเอร็ดอร่อย เสริมความสนุกสนาน เป็นเครื่องแสดงฐานะความโก้หรูหรา หรือรถยนต์ที่มีคุณค่าเป็นเครื่องแสดงฐานะ แสดงความโก้มั่งมี มุ่งอวดความเด่นความสวยงามตามค่านิยม เป็นต้น
กรอบแนวคิดเรื่องคุณค่าในเศรษฐศาสตร์กระแสหลักได้กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาคุณค่าเทียม ที่เกิดจากความต้องการในลักษณะของตัณหาที่มนุษย์เสริมแต่งให้พอกพูนมากยิ่งขึ้น
เป้าหมายของดัชนีความสุข จึงควรมุ่งที่จะตอบสนองความต้องการของมนุษย์เพื่อให้เกิดความสุขที่สงบเย็น มิใช่ความสุขพอกเสริมหรือความพึงพอใจที่เกิดจากการได้สนองตัณหา และพิจารณาว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดำเนินไป เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ให้เกิดความสุขที่สงบเย็นนั้นเป็นเพียงเครื่องมือ (Means) มิใช่เป็นที่หมาย (End) ผลลัพธ์ในทางเศรษฐศาสตร์มิใช่จุดหมายของมนุษย์ แต่เป็นเครื่องมืออุปกรณ์ที่จะช่วยสนับสนุนกระบวนการพัฒนาจิตของมนุษย์ ให้สูงขึ้นในระดับต่อไป เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของปัจเจกบุคคลและสังคมในที่สุด
จั่วหัวเรื่องอย่างนี้ หลายคนคงคิดว่าบทความนี้คงจะต้องปฏิเสธดัชนีความสุข หรือคิดว่าผู้เขียนคงจะเป็นสาวก ของระบบทุนนิยมที่อยู่ข้างจีดีพีหรือดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอย่างแน่นอน เอาเป็นว่ายังไม่อยากบอกว่าคิดผิด เพียงแต่อย่าเพิ่งตัดสินจนกว่าจะได้อ่านบทความจนจบ การหยิบยกประเด็นเรื่องดัชนีความสุข มาเป็นเครื่องชี้วัดสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมนั้น กำลังเป็นที่สนใจต่อประชาชนผู้ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง และอยากจะเห็นประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องดีงาม สาเหตุที่มีการพูดถึงดัชนีวัดความสุข ซึ่งขณะนี้ก็มีอยู่หลายคำ อาทิเช่น ความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness : GNH) ความสุขมวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Happiness : GDH) ดัชนีความสุขมวลรวม (Gross Happiness Index : GHI) และล่าสุดกำลังมีการพัฒนาเป็นความสุขมวลรวมนานาชาติ (Gross International Happiness : GIH)
ก็เนื่องจากสาเหตุที่ ดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ซึ่งเป็นเครื่องชี้สภาวะทางเศรษฐกิจหลัก ในเศรษฐศาสตร์มหภาค ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ สำหรับใช้วัดระดับของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ อาทิเช่น การไม่ได้รวมต้นทุน หรือค่าเสียหายจากการผลิตของธุรกิจ ที่มีต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมไว้ในการคำนวณ ตัวเลขจีดีพี มิได้รวมสินค้าและบริการบางอย่างที่ไม่อยู่ในระบบตลาด ได้แก่ การผลิตในครัวเรือน (เช่น การทำความสะอาด การซักรีด การเตรียมอาหาร และการเลี้ยงดูบุตร ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตซ้ำโดยแม่บ้าน)
หรือผลตอบแทนในรูปของอรรถประโยชน์ที่ไม่สามารถวัดค่าเป็นตัวเงินได้ ซึ่งถูกจัดว่าเป็นเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) และที่สำคัญตัวเลขจีดีพีมิได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ประชาชาติ ที่แม้ตัวเลขจีดีพีจะเพิ่มขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศยากจนลง เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปกระจุกตัว อยู่ที่คนส่วนน้อยเพียงกลุ่มเดียว
การพัฒนาดัชนีความสุขเพื่อเป็นดัชนีทางเลือกในการใช้เป็นเครื่องชี้สภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม นับเป็นความพยายามที่ดี และมีกระแสตอบรับจากประชาชนในหลายประเทศ ซึ่งนอกจากจะไปลดข้อจำกัดต่างๆ ของดัชนีจีดีพีแล้ว ดัชนีความสุขยังได้ให้ความสำคัญกับความสุขของประชาชนมากกว่าความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของประเทศ
แต่ด้วยเหตุผลทางเทคนิคในการวัดค่าความสุขที่เป็นนามธรรม และยังมีนิยามที่แตกต่างกันอยู่ จึงเป็นความท้าทายอย่างมากในการพัฒนาดัชนีความสุข และไม่ทำให้กลายเป็นกับดักแห่งการพัฒนา ตามแนวคิดในแบบตะวันตก ที่มุ่งความเจริญทางด้านวัตถุด้านเดียว
ความสุขที่ควรจะนำมาพิจารณาในดัชนีความสุข ต้องเป็นความสุขที่เกิดจากการสนองความต้องการของมนุษย์ด้วยคุณค่าแท้ ซึ่งเป็นคุณค่าหรือประโยชน์ของสิ่งทั้งหลายที่สนองความต้องการสุขภาวะโดยตรง เพื่อให้เกิดความดีงามแก่ชีวิตของตนเอง หรือผู้อื่น คุณค่าชนิดนี้อาศัยปัญญาเป็นเครื่องวัด เรียกว่าเป็นคุณค่าที่สนองปัญญา เป็นคุณค่าในการใช้สอยหรือประโยชน์ที่แท้จริงของสิ่งนั้นๆ เช่น
อาหารมีคุณค่าอยู่ที่ประโยชน์สำหรับหล่อเลี้ยงร่างกายให้มีชีวิตอยู่ได้ มีสุขภาพดี มีกำลังเหมาะที่จะปฏิบัติหน้าที่การงาน หรือรถยนต์มีคุณค่าอยู่ที่ช่วยในการเดินทางได้สะดวกรวดเร็ว เกื้อกูลต่อการปฏิบัติหน้าที่การงาน เป็นต้น
ส่วนความสุขที่เกิดจากการสนองความต้องการของมนุษย์ด้วยคุณค่าเทียม หรือคุณค่าพอกเสริม หมายถึง คุณค่าหรือประโยชน์ของสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์พอกพูนให้แก่สิ่งนั้น เพื่อขยายเสริมความมั่นคงยิ่งใหญ่ของอัตตาที่ยึดถือไว้ คุณค่าชนิดนี้อาศัยตัณหาเป็นเครื่องวัดคุณค่า เรียกว่าเป็นคุณค่าที่สนองตัณหาและมานะ เช่น อาหารที่มีคุณค่าอยู่ที่ความเอร็ดอร่อย เสริมความสนุกสนาน เป็นเครื่องแสดงฐานะความโก้หรูหรา หรือรถยนต์ที่มีคุณค่าเป็นเครื่องแสดงฐานะ แสดงความโก้มั่งมี มุ่งอวดความเด่นความสวยงามตามค่านิยม เป็นต้น
กรอบแนวคิดเรื่องคุณค่าในเศรษฐศาสตร์กระแสหลักได้กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาคุณค่าเทียม ที่เกิดจากความต้องการในลักษณะของตัณหาที่มนุษย์เสริมแต่งให้พอกพูนมากยิ่งขึ้น
เป้าหมายของดัชนีความสุข จึงควรมุ่งที่จะตอบสนองความต้องการของมนุษย์เพื่อให้เกิดความสุขที่สงบเย็น มิใช่ความสุขพอกเสริมหรือความพึงพอใจที่เกิดจากการได้สนองตัณหา และพิจารณาว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดำเนินไป เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ให้เกิดความสุขที่สงบเย็นนั้นเป็นเพียงเครื่องมือ (Means) มิใช่เป็นที่หมาย (End) ผลลัพธ์ในทางเศรษฐศาสตร์มิใช่จุดหมายของมนุษย์ แต่เป็นเครื่องมืออุปกรณ์ที่จะช่วยสนับสนุนกระบวนการพัฒนาจิตของมนุษย์ ให้สูงขึ้นในระดับต่อไป เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของปัจเจกบุคคลและสังคมในที่สุด
Sunday, November 05, 2006
Happiness Index hits a 10-month low
Bangkok Post
Sunday November 05, 2006, BREAKING NEWSs
Severe flood and rising inflation have impacted Thailand's Gross Domestic Happiness Index, conducted by the Abac Poll, as during October it fell to its lowest level since the beginning of 2006.
Noppadol Kannikar, director of Assumption University's Abac Poll, said that a survey was conducted among 4,520 Thais and 431 foreigners in 21 provinces between October 29 and November 4. It was found that the Gross Domestic Happiness Index among Thais plunged to 4.86 in October from 6.30 points in September, its lowest level in the past 10 months.
The chief reasons behind the decline were attributed to severe floods in a number of provinces and the sharp rise in the price of consumer goods.
On the part of foreigners living in Thailand, the Index also declined to 6.79 points in October from 7.23 points in September, according to the survey. The slight decline was due to foreigners' happiness towards Thai culture and festivities, and unity among Thais.
The survey also found that the Gross Domestic Happiness Index as interpreted on a regional basis, showed that the index for southerners improved and ranked first with 6.35 out of 10 points followed by those living in the Central region with 6.11 points, 5.74 points for those living in the northeast, 5.56 points for northerners and 5.35 points for Bangkok.
Among the positive factors which had boosted the Index were attributed to the public following the sufficiency economy principle, initiated by King Bhumibol Adulayadej, an easing in political tensions and more people having confidence in the interim government which they believed would be honest and able to improve quality of life. (TNA)
Sunday November 05, 2006, BREAKING NEWSs
Severe flood and rising inflation have impacted Thailand's Gross Domestic Happiness Index, conducted by the Abac Poll, as during October it fell to its lowest level since the beginning of 2006.
Noppadol Kannikar, director of Assumption University's Abac Poll, said that a survey was conducted among 4,520 Thais and 431 foreigners in 21 provinces between October 29 and November 4. It was found that the Gross Domestic Happiness Index among Thais plunged to 4.86 in October from 6.30 points in September, its lowest level in the past 10 months.
The chief reasons behind the decline were attributed to severe floods in a number of provinces and the sharp rise in the price of consumer goods.
On the part of foreigners living in Thailand, the Index also declined to 6.79 points in October from 7.23 points in September, according to the survey. The slight decline was due to foreigners' happiness towards Thai culture and festivities, and unity among Thais.
The survey also found that the Gross Domestic Happiness Index as interpreted on a regional basis, showed that the index for southerners improved and ranked first with 6.35 out of 10 points followed by those living in the Central region with 6.11 points, 5.74 points for those living in the northeast, 5.56 points for northerners and 5.35 points for Bangkok.
Among the positive factors which had boosted the Index were attributed to the public following the sufficiency economy principle, initiated by King Bhumibol Adulayadej, an easing in political tensions and more people having confidence in the interim government which they believed would be honest and able to improve quality of life. (TNA)
Thursday, November 02, 2006
มองมุมใหม่ : ประเทศแห่งความสุข กับตัวชี้วัดด้าน Happiness
1 พฤศจิกายน 2549 0:0 น.ผศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค
เมื่อไม่นานมานี้ เริ่มมีการกล่าวถึงการจัดอันดับประเทศต่างๆ ในโลก ด้วยตัวชี้วัดลักษณะใหม่ ที่ไม่เน้นด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นหลักอย่าง GDP ซึ่งเป็นแนวคิดทางด้าน GDH หรือ Gross Domestic Happiness ซึ่งเริ่มคุ้นหูกันในบ้านเรา จากการที่ภูฏานกล่าวว่าประเทศของตนจะมุ่งเน้นที่ตัวชี้วัดดังกล่าวมากกว่าแค่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียวครับ
โดยเฉพาะที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนในบ้านเรามากเป็นพิเศษ ก็เนื่องจากการที่เจ้าชายรัชทายาทจากภูฏานเสด็จมาประเทศไทย และได้รับความนิยมอย่างมากจากทั้งสื่อและประชาชนไทยทั้งประเทศ จึงยิ่งทำให้แนวคิดดังกล่าวของภูฏานได้เผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางด้วยเช่นกัน
และเร็วๆ นี้ ก็ได้มีการจัดทำการประเมิน "ความสุข" ของแต่ละประเทศทั่วโลก โดยมุ่งเน้นทั้งในแง่มุมของการสาธารณสุข สภาพแวดล้อมด้านความเป็นอยู่ การศึกษาและความมั่งคั่งของประเทศต่างๆ ซึ่งนักวิจัยชาวอังกฤษได้ทำการประเมินขึ้นมา จากการสำรวจความคิดเห็นถึงของประชาชนทั่วโลกกว่า 80,000 คนทีเดียว รวมถึงเก็บข้อมูลทางสถิติอีกมากมายครับ
ปรากฏว่าประเทศที่มาวินเป็นที่หนึ่งของประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก คือ เดนมาร์ก จากการที่มีมาตรฐานในการดำรงชีวิตที่สูง อัตราความยากจนต่ำมาก มีระบบสาธารณสุขและสวัสดิการสังคมที่กระจายสู่ประชาชนทุกคนในวงกว้าง รวมถึงระบบการศึกษามีคุณภาพสูงและมีการให้โอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม นอกจากนี้ การที่จำนวนประชากรไม่มากนัก ประมาณ 5.5 ล้านคนเท่านั้น ทำให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคมด้วย สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติก็มีความสวยงาม น่าอยู่ จึงทำให้เดนมาร์กได้รับอันดับหนึ่งในการประเมินนี้ไป
ตามมาติดๆ ด้วย สวิตเซอร์แลนด์ แดนในฝันของหลายๆ ท่าน ซึ่งติดอันดับไปด้วยสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงามเหมือนภาพวาด โลเคชันอยู่ใจกลางยุโรป โดดเด่นไปด้วยอัตราของการเกิดอาชญากรรมที่ต่ำมาก สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่พรั่งพร้อม มีกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ให้ประชาชนทำมากมาย นอกจากนี้ ยังมีเอกลักษณ์ที่ความสงบสุขของสังคมและไม่มีปัญหาทางการเมืองให้ประชาชนปวดหัวมากนักครับ
อันดับที่สามและสี่ ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน คือ ออสเตรีย และไอซ์แลนด์ ดินแดนแห่งน้ำแข็งขั้วโลก ทั้งสองประเทศนี้ มีรัฐสวัสดิการที่แข็งแกร่งมาก ระบบสาธารณสุขที่เยี่ยมยอด ทำให้ช่วงอายุของประชากรอยู่ได้ถึง 80 ปีทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่คุมเข้มในเรื่องของการดูแลรักษาสภาพแวดล้อม ทำให้ความเป็นอยู่ดี และที่สำคัญก็คือ อัตราของการไม่มีงานทำและอัตราความยากจนต่ำมากๆ อาจต้องขอบคุณจำนวนประชากรที่ไม่สูงมากนักในแต่ละประเทศ ทำให้การดูแลทำได้ทั่วถึงมากขึ้นครับ
ตามมาด้วยอันดับห้า ที่น่าแปลกใจ นั่นคือ บาฮามาส เป็นหนึ่งเดียวในแคริบเบียนที่สามารถแทรกอันดับเข้ามาได้ ซึ่งแม้ว่าบาฮามาสนี้ จะไม่โดดเด่นในเรื่องความมั่งคั่งเท่าชาติตะวันตก โดยอัตราความยากจนยังสูงอยู่ก็ตาม แต่จากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงาม ภูมิอากาศที่เป็นเลิศ รวมถึงวัฒนธรรมของชาวบาฮามาสเอง ที่ร่าเริง ยิ้มง่าย และสบายๆ ไม่ซีเรียส ทำให้ประชาชนค่อนข้างมีความสุข โดยเฉพาะค่านิยมด้านครอบครัวและความเชื่อทางศาสนาที่แข็งแกร่ง ทำให้เป็นหนึ่งในเกราะกำบังของประเทศนี้
อันดับหกและเจ็ด ไม่น่าตื่นเต้นนะครับ เพราะตามมาด้วยประเทศแถบสแกนดิเนเวียทั้งสิ้น นั่นคือ ฟินแลนด์ และสวีเดน ที่แม้ว่าระบบภาษีอากรจะสูงมาก แต่ประชาชนก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากรัฐบาลเช่นกัน โดดเด่นที่ระบบการปกครองที่โปร่งใสและความมั่นคงทางการเมือง ทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดีมีความสุขไปตามๆ กันครับ
ส่วนอันดับที่แปดนั้น คงน่าสนใจกับประชาชนชาวไทยมากๆ โดยเฉพาะที่ยังคงเป็น "จิกมีฟีเวอร์" เพราะอันดับนี้ คือ ภูฏาน ซึ่งแม้ว่าจะติดอันดับหนึ่งในประเทศที่มีรายได้ต่อหัวประชากรต่ำของโลก และอัตราการรู้หนังสือยังต่ำ ช่วงอายุของประชากรก็เพียง 55 ปีเท่านั้น แต่ประชาชนของภูฏานก็มีความสุข เนื่องจากความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนในประเทศ รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่งดงาม ไม่ถูกทำลายจากเงื้อมมือผู้คน รวมถึงวัฒนธรรมและความเชื่อของคนที่ยึดมั่นในศีลธรรม ทำให้เกิดความสงบสุขโดยรวม แม้ไม่ต้องร่ำรวยครับ
อันดับเก้า คือ เพื่อนบ้านของเรา หนึ่งเดียวในอาเซียนที่ติดอันดับ นั่นคือ บรูไน ที่โชคดีจากความมั่งคั่งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี รวมถึงมีความมั่นคงทางการเมืองสูงมาก โดยประเทศถูกปกครองโดยสุลต่านมานานกว่า 6 ศตวรรษแล้ว และรัฐบาลเองก็มีสวัสดิการที่ดีมากต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการบริการสาธารณสุข และการศึกษาที่ไม่ต้องเสียเงินเลย ไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้การสนับสนุนในการซื้อบ้านและอาหารต่างๆ อีกด้วย อัตราความยากจนจึงแทบไม่ปรากฏเลย
ปิดท้ายด้วยอันดับสิบคือ แคนาดา หนึ่งเดียวจากทวีปอเมริกาเหนือเช่นกัน ซึ่งมีความมั่งคั่งของประเทศเป็นจุดเด่น แต่ก็มีสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่งดงามเช่นกัน รวมถึงระบบสาธารณสุขที่ดี และอัตราการเกิดอาชญากรรมที่ต่ำมากอีกประเทศหนึ่งในโลก จึงติดอันดับท็อปเทนในปีนี้ครับ
จะเห็นว่าการประเมินนี้ มีประเทศในยุโรป ตะวันตก ติดอันดับประเทศแห่งความสุขเข้าไปมากมาย ซึ่งอาจเป็นเพราะการสำรวจจัดทำโดยคนยุโรป จึงมีมาตรฐานการประเมินที่โน้มเอียงไปในด้านดังกล่าว
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศในเอเชียเอง ไม่ค่อยติดอันดับ โดยจีนติดอันดับที่ 80 ญี่ปุ่นติดอันดับที่ 90 และอินเดียได้อันดับที่ 125 ซึ่งถือว่าไม่ค่อยแฮปปี้กันเท่าไรครับ ซึ่งอาจเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมทางสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงแรงกดดันทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและแรงบีบคั้นต่างๆ ด้วย จึงทำให้ชีวิตขาดความสุขไปหลายส่วนทีเดียว
ซึ่งในประเด็นนี้ จะเห็นว่าแตกต่างจากชาวยุโรปนะครับ ที่ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่ำกว่าคนเอเชียอย่างเห็นได้ชัด จนมองว่าชาวเอเชียหลายประเทศเป็น Workaholic ไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเทศที่ขาดความสุขมากกว่าเราจากการประเมินครั้งนี้ครับ นั่นคือ ซิมบับเว ที่ติดอันดับ 177 เนื่องจากประสบปัญหาเรื่องเอดส์ ช่วงอายุของคนเพียง 39 ปี มีอัตราความยากจนสูงถึง 80% ส่วนประเทศบูรันดิในแอฟริกา ซึ่งได้อันดับ 178 ก็เผชิญปัญหาความขัดแย้งภายใน จึงทำให้ความสุขเหือดหายไปเช่นกัน
การจัดอันดับนี้ น่าจะเป็นอีกนิมิตหมายหนึ่ง ของการพิจารณาปัจจัยเชิงคุณภาพของการดำรงชีพ มากกว่าแค่ความร่ำรวยทางเศรษฐกิจเท่านั้น อันสอดคล้องอย่างมากกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่พวกเราควรยึดมั่นกันครับ
เมื่อไม่นานมานี้ เริ่มมีการกล่าวถึงการจัดอันดับประเทศต่างๆ ในโลก ด้วยตัวชี้วัดลักษณะใหม่ ที่ไม่เน้นด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นหลักอย่าง GDP ซึ่งเป็นแนวคิดทางด้าน GDH หรือ Gross Domestic Happiness ซึ่งเริ่มคุ้นหูกันในบ้านเรา จากการที่ภูฏานกล่าวว่าประเทศของตนจะมุ่งเน้นที่ตัวชี้วัดดังกล่าวมากกว่าแค่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียวครับ
โดยเฉพาะที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนในบ้านเรามากเป็นพิเศษ ก็เนื่องจากการที่เจ้าชายรัชทายาทจากภูฏานเสด็จมาประเทศไทย และได้รับความนิยมอย่างมากจากทั้งสื่อและประชาชนไทยทั้งประเทศ จึงยิ่งทำให้แนวคิดดังกล่าวของภูฏานได้เผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางด้วยเช่นกัน
และเร็วๆ นี้ ก็ได้มีการจัดทำการประเมิน "ความสุข" ของแต่ละประเทศทั่วโลก โดยมุ่งเน้นทั้งในแง่มุมของการสาธารณสุข สภาพแวดล้อมด้านความเป็นอยู่ การศึกษาและความมั่งคั่งของประเทศต่างๆ ซึ่งนักวิจัยชาวอังกฤษได้ทำการประเมินขึ้นมา จากการสำรวจความคิดเห็นถึงของประชาชนทั่วโลกกว่า 80,000 คนทีเดียว รวมถึงเก็บข้อมูลทางสถิติอีกมากมายครับ
ปรากฏว่าประเทศที่มาวินเป็นที่หนึ่งของประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก คือ เดนมาร์ก จากการที่มีมาตรฐานในการดำรงชีวิตที่สูง อัตราความยากจนต่ำมาก มีระบบสาธารณสุขและสวัสดิการสังคมที่กระจายสู่ประชาชนทุกคนในวงกว้าง รวมถึงระบบการศึกษามีคุณภาพสูงและมีการให้โอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม นอกจากนี้ การที่จำนวนประชากรไม่มากนัก ประมาณ 5.5 ล้านคนเท่านั้น ทำให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคมด้วย สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติก็มีความสวยงาม น่าอยู่ จึงทำให้เดนมาร์กได้รับอันดับหนึ่งในการประเมินนี้ไป
ตามมาติดๆ ด้วย สวิตเซอร์แลนด์ แดนในฝันของหลายๆ ท่าน ซึ่งติดอันดับไปด้วยสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงามเหมือนภาพวาด โลเคชันอยู่ใจกลางยุโรป โดดเด่นไปด้วยอัตราของการเกิดอาชญากรรมที่ต่ำมาก สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่พรั่งพร้อม มีกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ให้ประชาชนทำมากมาย นอกจากนี้ ยังมีเอกลักษณ์ที่ความสงบสุขของสังคมและไม่มีปัญหาทางการเมืองให้ประชาชนปวดหัวมากนักครับ
อันดับที่สามและสี่ ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน คือ ออสเตรีย และไอซ์แลนด์ ดินแดนแห่งน้ำแข็งขั้วโลก ทั้งสองประเทศนี้ มีรัฐสวัสดิการที่แข็งแกร่งมาก ระบบสาธารณสุขที่เยี่ยมยอด ทำให้ช่วงอายุของประชากรอยู่ได้ถึง 80 ปีทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่คุมเข้มในเรื่องของการดูแลรักษาสภาพแวดล้อม ทำให้ความเป็นอยู่ดี และที่สำคัญก็คือ อัตราของการไม่มีงานทำและอัตราความยากจนต่ำมากๆ อาจต้องขอบคุณจำนวนประชากรที่ไม่สูงมากนักในแต่ละประเทศ ทำให้การดูแลทำได้ทั่วถึงมากขึ้นครับ
ตามมาด้วยอันดับห้า ที่น่าแปลกใจ นั่นคือ บาฮามาส เป็นหนึ่งเดียวในแคริบเบียนที่สามารถแทรกอันดับเข้ามาได้ ซึ่งแม้ว่าบาฮามาสนี้ จะไม่โดดเด่นในเรื่องความมั่งคั่งเท่าชาติตะวันตก โดยอัตราความยากจนยังสูงอยู่ก็ตาม แต่จากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงาม ภูมิอากาศที่เป็นเลิศ รวมถึงวัฒนธรรมของชาวบาฮามาสเอง ที่ร่าเริง ยิ้มง่าย และสบายๆ ไม่ซีเรียส ทำให้ประชาชนค่อนข้างมีความสุข โดยเฉพาะค่านิยมด้านครอบครัวและความเชื่อทางศาสนาที่แข็งแกร่ง ทำให้เป็นหนึ่งในเกราะกำบังของประเทศนี้
อันดับหกและเจ็ด ไม่น่าตื่นเต้นนะครับ เพราะตามมาด้วยประเทศแถบสแกนดิเนเวียทั้งสิ้น นั่นคือ ฟินแลนด์ และสวีเดน ที่แม้ว่าระบบภาษีอากรจะสูงมาก แต่ประชาชนก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากรัฐบาลเช่นกัน โดดเด่นที่ระบบการปกครองที่โปร่งใสและความมั่นคงทางการเมือง ทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดีมีความสุขไปตามๆ กันครับ
ส่วนอันดับที่แปดนั้น คงน่าสนใจกับประชาชนชาวไทยมากๆ โดยเฉพาะที่ยังคงเป็น "จิกมีฟีเวอร์" เพราะอันดับนี้ คือ ภูฏาน ซึ่งแม้ว่าจะติดอันดับหนึ่งในประเทศที่มีรายได้ต่อหัวประชากรต่ำของโลก และอัตราการรู้หนังสือยังต่ำ ช่วงอายุของประชากรก็เพียง 55 ปีเท่านั้น แต่ประชาชนของภูฏานก็มีความสุข เนื่องจากความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนในประเทศ รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่งดงาม ไม่ถูกทำลายจากเงื้อมมือผู้คน รวมถึงวัฒนธรรมและความเชื่อของคนที่ยึดมั่นในศีลธรรม ทำให้เกิดความสงบสุขโดยรวม แม้ไม่ต้องร่ำรวยครับ
อันดับเก้า คือ เพื่อนบ้านของเรา หนึ่งเดียวในอาเซียนที่ติดอันดับ นั่นคือ บรูไน ที่โชคดีจากความมั่งคั่งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี รวมถึงมีความมั่นคงทางการเมืองสูงมาก โดยประเทศถูกปกครองโดยสุลต่านมานานกว่า 6 ศตวรรษแล้ว และรัฐบาลเองก็มีสวัสดิการที่ดีมากต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการบริการสาธารณสุข และการศึกษาที่ไม่ต้องเสียเงินเลย ไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้การสนับสนุนในการซื้อบ้านและอาหารต่างๆ อีกด้วย อัตราความยากจนจึงแทบไม่ปรากฏเลย
ปิดท้ายด้วยอันดับสิบคือ แคนาดา หนึ่งเดียวจากทวีปอเมริกาเหนือเช่นกัน ซึ่งมีความมั่งคั่งของประเทศเป็นจุดเด่น แต่ก็มีสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่งดงามเช่นกัน รวมถึงระบบสาธารณสุขที่ดี และอัตราการเกิดอาชญากรรมที่ต่ำมากอีกประเทศหนึ่งในโลก จึงติดอันดับท็อปเทนในปีนี้ครับ
จะเห็นว่าการประเมินนี้ มีประเทศในยุโรป ตะวันตก ติดอันดับประเทศแห่งความสุขเข้าไปมากมาย ซึ่งอาจเป็นเพราะการสำรวจจัดทำโดยคนยุโรป จึงมีมาตรฐานการประเมินที่โน้มเอียงไปในด้านดังกล่าว
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศในเอเชียเอง ไม่ค่อยติดอันดับ โดยจีนติดอันดับที่ 80 ญี่ปุ่นติดอันดับที่ 90 และอินเดียได้อันดับที่ 125 ซึ่งถือว่าไม่ค่อยแฮปปี้กันเท่าไรครับ ซึ่งอาจเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมทางสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงแรงกดดันทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและแรงบีบคั้นต่างๆ ด้วย จึงทำให้ชีวิตขาดความสุขไปหลายส่วนทีเดียว
ซึ่งในประเด็นนี้ จะเห็นว่าแตกต่างจากชาวยุโรปนะครับ ที่ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่ำกว่าคนเอเชียอย่างเห็นได้ชัด จนมองว่าชาวเอเชียหลายประเทศเป็น Workaholic ไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเทศที่ขาดความสุขมากกว่าเราจากการประเมินครั้งนี้ครับ นั่นคือ ซิมบับเว ที่ติดอันดับ 177 เนื่องจากประสบปัญหาเรื่องเอดส์ ช่วงอายุของคนเพียง 39 ปี มีอัตราความยากจนสูงถึง 80% ส่วนประเทศบูรันดิในแอฟริกา ซึ่งได้อันดับ 178 ก็เผชิญปัญหาความขัดแย้งภายใน จึงทำให้ความสุขเหือดหายไปเช่นกัน
การจัดอันดับนี้ น่าจะเป็นอีกนิมิตหมายหนึ่ง ของการพิจารณาปัจจัยเชิงคุณภาพของการดำรงชีพ มากกว่าแค่ความร่ำรวยทางเศรษฐกิจเท่านั้น อันสอดคล้องอย่างมากกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่พวกเราควรยึดมั่นกันครับ
Monday, October 30, 2006
“ชีวิตครอบครัวไม่แตกแยก” คนไทยมีความสุขมากสุด
30 ตุลาคม 2549 16:41
น.กรมสุขภาพจิต สำรวจความสุขคนไทยปี 2548 พบ 10 อันดับที่ทำให้คนไทยมีความสุขมากที่สุดอันดับแรกคือ การมีชีวิตครอบครัวไม่แตกแยก
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : พบชาวอีสานมีความสุข โดยเฉพาะที่จังหวัดมหาสารคาม ส่วนในภาพรวมพบความสุขคนไทยในปี 2548 ลดลงจากปี 2546 เตรียมสำรวจความสุขคนไทยหลังมีคณะปฏิรูปการปกครองฯ
นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต แถลงผลการสำรวจความสุขของคนไทยปี 2548 ในเขตกรุงเทพ และภูมิภาค 19 เขตราชการ จำนวน 3,340 ตัวอย่าง โดยใช้แบบประเมินดัชนีชี้วัดความสุขคนไทยของกรมสุขภาพจิต 15 ข้อ พบว่าคนไทยส่วนใหญ่มีความสุขในระดัปกติ และเพศชายมีความสุขในระดับมาก มากกว่าเพศหญิง โดยเพศชายมีความสุขในระดับมากร้อยละ 47.30 เพศหญิงมีความสุขในระดับมากร้อยละ 24.49 เนื่องจากเพศหญิงมีเรื่องจุกจิกให้ต้องคิดมากกว่าเพศชาย ทั้งในเรื่องการทำงานนอกบ้าน การทำงานบ้าน การเลี้ยงดูบุตร และผู้ที่แต่งงานแล้วมีความสุขมากกว่าคนโสด เมื่อแบ่งตามภาคพบว่าภาคอีสานมีความสุขมากที่สุด ภาคใต้มีระดับความสุขน้อยที่สุด
“จังหวัดที่มีความสุขมากที่สุด คือ มหาสารคาม การที่คนอีสานมีความสุขมากที่สุด อาจจะเกิดจากการที่ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่เน้นความรัก ความเข้าใจ และความอบอุ่นในครอบครัว ซึ่งคนอีสานจะมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นห่วงเป็นใยในครอบครัวสูงมากจึงมีความสุขมากกว่าภาคอื่น แม้จะยากจนกว่าภาคอื่น” นพ.มล.สมชายกล่าว
นพ.ม.ล.สมชาย กล่าวว่า จากผลการสำรวจยังพบว่า กลุ่มที่มีความสุขน้อยที่สุด คือ กลุ่มคนว่างงานร้อยละ 52.22 นอกจากนี้ เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน พบประชาชนส่วนใหญ่นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้บ้างเป็นบางโอกาสร้อยละ 62.49 นำไปใช้เป็นประจำร้อยละ 27.40 และไม่เคยนำไปใช้เลยร้อยละ 8.62 เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อระดับความสุขที่ได้รับหลังจากนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ พบประชาชนที่นำไปใช้ในชีวิต ประจำวัน กลุ่มอายุที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด คือกลุ่มอายุ 55-59 ปี รองลงมา เป็นกลุ่มอายุ 15-19 ปี
นพ.ม.ล.สมชาย กล่าวว่า จากผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่าระดับความสุขของคนไทยที่สำรวจในปี 2548 น้อยกว่าระดับความสุขของคนไทยที่สำรวจเมื่อปี 2546 แต่ลดลงไม่มากนัก ทั้งนี้ เกิดจากปัจจัยรอบข้างเปลี่ยนไป ในปี 2546 เป็นปีที่เริ่มต้นรัฐบาลทักษิณ คนมีความหวัง แต่หลังจากนั้นปี 2547 เป็นการเริ่มต้นกระบวนการสนธิ ลิ้มทองกุล เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว มีเรื่องโน้นเรื่องนี้ทำให้คนมีความไม่สบายใจ เห็นได้ชัดเจนว่าระดับความสุขมีทั้งปัจจัยภายนอกและภายในมาเกี่ยวข้องกัน
ขณะนี้กรมสุขภาพจิตอยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อสำรวจความสุขของคนไทยในปี 2550 เพื่อเปรียบเทียบดัชนีชี้วัดความสุขอีกครั้งในระดับชาติ เพื่อเปรียบเทียบว่าความสุขของคนไทยภายหลังจากที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แล้วคนไทยมีความสุขมากน้อยแค่ไหน
นพ.ม.ล.สมชาย กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้คนไทยมีความสุข 10 อันดับแรก คือ 1.การมีชีวิตครอบครัวที่ไม่แตกแยก 2. มีเงินพอใช้ไม่เป็นหนี้ 3.การได้อยู่กับคนที่รัก 4.การไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แม้ว่าจะคิดถึงเรื่องสุขภาพมาก แต่คนยังนึกกถึงเป็นเรื่องรองจากปัจจัยอื่น ๆ 5.เหตุการณ์บ้านเมืองสงบสุข เมื่อปลายปี 2548 เริ่มมีเหตุรุนแรง อาจทำการสำรวจอีกครั้งภายหลังมีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) 6.เป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง 7.การได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ 8.การมีสภาพแวดล้อมที่ดี ปัจจัยนี้อยู่ในอันดับท้าย ๆ แสดงว่า ให้ความสำคัญไม่มากนัก กรณีภูฏาน คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในอันดับต้น ๆ 9.การมีชีวิตปลอดภัยในสังคม และ 10.สังคมมีคุณธรรมจริยธรรม
“10 อันดับนี้ เป็นความสุขที่เกิดจากอารมณ์และความรู้สึก ไม่ได้มีตัวบ่งชี้ถึงสมรรถภาพความเข้มแข็งของจิตใจที่จะเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตให้ผ่านพ้นไปได้อย่างมีความสุข การที่คนเราจะมีความสุข ต้องมีความเข้มแข็งทางจิตใจ 4 ด้าน คือ 1.สภาพจิตใจ 2.สมรรถภาพทางจิตใจ 3.คุณภาพจิตใจ และ 4.ปัจจัยแวดล้อม ซึ่งความเข้มแข็งทางจิตใจไม่ได้เกิดขึ้นเอง ต้องใช้เวลาในการฝึก ความฉลาดทางอารมณ์หรืออีคิวเป็นสิ่งสำคัญ รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รอคอย หากการเลี้ยงดูบุตรหลานในปัจจุบันไม่ได้ฝึกฝนความเข้มแข็งของจิตใจ เมื่อประสบปัญหาหรืออุปสรรคในชีวิต ก็เปรียบเหมือนคนที่ขาดภูมิต้านทานโรค อาจทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือเสียโอกาสที่ดีในชีวิต” นพ.ม.ล.สมชายกล่าว
ดังนั้น กรมสุขภาพจิต จึงได้จัดบริการฝึกความเข้มแข็งทางจิตใจให้ประชาชนผู้สนใจได้สามารถฝึกทักษะหรือเก็บสาระความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิต ในงานสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 พฤศจิกายนนี้ที่กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
น.กรมสุขภาพจิต สำรวจความสุขคนไทยปี 2548 พบ 10 อันดับที่ทำให้คนไทยมีความสุขมากที่สุดอันดับแรกคือ การมีชีวิตครอบครัวไม่แตกแยก
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : พบชาวอีสานมีความสุข โดยเฉพาะที่จังหวัดมหาสารคาม ส่วนในภาพรวมพบความสุขคนไทยในปี 2548 ลดลงจากปี 2546 เตรียมสำรวจความสุขคนไทยหลังมีคณะปฏิรูปการปกครองฯ
นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต แถลงผลการสำรวจความสุขของคนไทยปี 2548 ในเขตกรุงเทพ และภูมิภาค 19 เขตราชการ จำนวน 3,340 ตัวอย่าง โดยใช้แบบประเมินดัชนีชี้วัดความสุขคนไทยของกรมสุขภาพจิต 15 ข้อ พบว่าคนไทยส่วนใหญ่มีความสุขในระดัปกติ และเพศชายมีความสุขในระดับมาก มากกว่าเพศหญิง โดยเพศชายมีความสุขในระดับมากร้อยละ 47.30 เพศหญิงมีความสุขในระดับมากร้อยละ 24.49 เนื่องจากเพศหญิงมีเรื่องจุกจิกให้ต้องคิดมากกว่าเพศชาย ทั้งในเรื่องการทำงานนอกบ้าน การทำงานบ้าน การเลี้ยงดูบุตร และผู้ที่แต่งงานแล้วมีความสุขมากกว่าคนโสด เมื่อแบ่งตามภาคพบว่าภาคอีสานมีความสุขมากที่สุด ภาคใต้มีระดับความสุขน้อยที่สุด
“จังหวัดที่มีความสุขมากที่สุด คือ มหาสารคาม การที่คนอีสานมีความสุขมากที่สุด อาจจะเกิดจากการที่ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่เน้นความรัก ความเข้าใจ และความอบอุ่นในครอบครัว ซึ่งคนอีสานจะมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นห่วงเป็นใยในครอบครัวสูงมากจึงมีความสุขมากกว่าภาคอื่น แม้จะยากจนกว่าภาคอื่น” นพ.มล.สมชายกล่าว
นพ.ม.ล.สมชาย กล่าวว่า จากผลการสำรวจยังพบว่า กลุ่มที่มีความสุขน้อยที่สุด คือ กลุ่มคนว่างงานร้อยละ 52.22 นอกจากนี้ เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน พบประชาชนส่วนใหญ่นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้บ้างเป็นบางโอกาสร้อยละ 62.49 นำไปใช้เป็นประจำร้อยละ 27.40 และไม่เคยนำไปใช้เลยร้อยละ 8.62 เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อระดับความสุขที่ได้รับหลังจากนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ พบประชาชนที่นำไปใช้ในชีวิต ประจำวัน กลุ่มอายุที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด คือกลุ่มอายุ 55-59 ปี รองลงมา เป็นกลุ่มอายุ 15-19 ปี
นพ.ม.ล.สมชาย กล่าวว่า จากผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่าระดับความสุขของคนไทยที่สำรวจในปี 2548 น้อยกว่าระดับความสุขของคนไทยที่สำรวจเมื่อปี 2546 แต่ลดลงไม่มากนัก ทั้งนี้ เกิดจากปัจจัยรอบข้างเปลี่ยนไป ในปี 2546 เป็นปีที่เริ่มต้นรัฐบาลทักษิณ คนมีความหวัง แต่หลังจากนั้นปี 2547 เป็นการเริ่มต้นกระบวนการสนธิ ลิ้มทองกุล เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว มีเรื่องโน้นเรื่องนี้ทำให้คนมีความไม่สบายใจ เห็นได้ชัดเจนว่าระดับความสุขมีทั้งปัจจัยภายนอกและภายในมาเกี่ยวข้องกัน
ขณะนี้กรมสุขภาพจิตอยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อสำรวจความสุขของคนไทยในปี 2550 เพื่อเปรียบเทียบดัชนีชี้วัดความสุขอีกครั้งในระดับชาติ เพื่อเปรียบเทียบว่าความสุขของคนไทยภายหลังจากที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แล้วคนไทยมีความสุขมากน้อยแค่ไหน
นพ.ม.ล.สมชาย กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้คนไทยมีความสุข 10 อันดับแรก คือ 1.การมีชีวิตครอบครัวที่ไม่แตกแยก 2. มีเงินพอใช้ไม่เป็นหนี้ 3.การได้อยู่กับคนที่รัก 4.การไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แม้ว่าจะคิดถึงเรื่องสุขภาพมาก แต่คนยังนึกกถึงเป็นเรื่องรองจากปัจจัยอื่น ๆ 5.เหตุการณ์บ้านเมืองสงบสุข เมื่อปลายปี 2548 เริ่มมีเหตุรุนแรง อาจทำการสำรวจอีกครั้งภายหลังมีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) 6.เป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง 7.การได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ 8.การมีสภาพแวดล้อมที่ดี ปัจจัยนี้อยู่ในอันดับท้าย ๆ แสดงว่า ให้ความสำคัญไม่มากนัก กรณีภูฏาน คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในอันดับต้น ๆ 9.การมีชีวิตปลอดภัยในสังคม และ 10.สังคมมีคุณธรรมจริยธรรม
“10 อันดับนี้ เป็นความสุขที่เกิดจากอารมณ์และความรู้สึก ไม่ได้มีตัวบ่งชี้ถึงสมรรถภาพความเข้มแข็งของจิตใจที่จะเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตให้ผ่านพ้นไปได้อย่างมีความสุข การที่คนเราจะมีความสุข ต้องมีความเข้มแข็งทางจิตใจ 4 ด้าน คือ 1.สภาพจิตใจ 2.สมรรถภาพทางจิตใจ 3.คุณภาพจิตใจ และ 4.ปัจจัยแวดล้อม ซึ่งความเข้มแข็งทางจิตใจไม่ได้เกิดขึ้นเอง ต้องใช้เวลาในการฝึก ความฉลาดทางอารมณ์หรืออีคิวเป็นสิ่งสำคัญ รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รอคอย หากการเลี้ยงดูบุตรหลานในปัจจุบันไม่ได้ฝึกฝนความเข้มแข็งของจิตใจ เมื่อประสบปัญหาหรืออุปสรรคในชีวิต ก็เปรียบเหมือนคนที่ขาดภูมิต้านทานโรค อาจทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือเสียโอกาสที่ดีในชีวิต” นพ.ม.ล.สมชายกล่าว
ดังนั้น กรมสุขภาพจิต จึงได้จัดบริการฝึกความเข้มแข็งทางจิตใจให้ประชาชนผู้สนใจได้สามารถฝึกทักษะหรือเก็บสาระความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิต ในงานสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 พฤศจิกายนนี้ที่กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
Sunday, October 29, 2006
จีนจะสร้างสถิติ"ดัชนีความสุข"
Xinhua News
สำนักข่าวแห่งประเทศจีนรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ชิวเสี่ยวหัว ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนกล่าวว่า จีนจะเพิ่มเนื้อหาทางด้านสถิติอีกหลายอย่าง เช่นสถิติดัชนีความสุข ดัชนีการพัฒนาของคน ดัชนีนวัตกรรม ดัชนีความสมานฉันท์ของสังคมเป็นต้น ทั้งนี้ ดัชนีใหม่ๆจะสอดคล้องกับความต้องการของสังคมจีนที่มีต่อการพัฒนาในแต่ละด้าน
China Radio International
Sunday Oct 29th 2006
สำนักข่าวแห่งประเทศจีนรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ชิวเสี่ยวหัว ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนกล่าวว่า จีนจะเพิ่มเนื้อหาทางด้านสถิติอีกหลายอย่าง เช่นสถิติดัชนีความสุข ดัชนีการพัฒนาของคน ดัชนีนวัตกรรม ดัชนีความสมานฉันท์ของสังคมเป็นต้น ทั้งนี้ ดัชนีใหม่ๆจะสอดคล้องกับความต้องการของสังคมจีนที่มีต่อการพัฒนาในแต่ละด้าน
China Radio International
Sunday Oct 29th 2006
ทำเศรษฐกิจพอเพียงให้ดี ดัชนีความสุขจะตามมา
20 กรกฎาคม 2549
ชาลี โกมลสุทธิ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2549 มูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ (New Economics Foundation) ใช้ตัวย่อว่า NEF (เอ็นอีเอฟ) ตั้งอยู่ที่ถนนโจนนาทาน กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความสุขในประเทศต่างๆ 178 ประเทศทั่วโลก พบว่าประเทศไทยได้อันดับที่ 32 สำหรับประเทศเพื่อนบ้านของเรา ได้แก่ เวียดนาม อันดับที่ 12 ,
ภูฏานของเจ้าชายจิกมี่ ได้อันดับที่ 13 , ฟิลิปปินส์ 17, อินโดนีเซีย 23, จีน 31, มาเลเซีย 44,พม่า 77,กัมพูชา 91, บรูไน 100, ลาว 109 เป็นต้น แต่ที่ดูแล้วแปลกๆ ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ติดอันดับที่ 131 กลายเป็นประเทศในเอเชียที่มีดัชนีความสุขน้อยทั้งที่บ้านเมืองเจริญมาก
สำหรับอันดับที่ 1 ซึ่งถือว่ามีความสุขที่สุดในโลก ได้แก่ ประเทศวานุอาตู (Vanuatu) หลายคนไม่ค่อยคุ้นชื่อนี้มากนัก เป็นประเทศหมู่เกาะมีทั้งหมด 80 เกาะ เนื้อที่ประมาณ 12,189 ตารางกิโลเมตร เมืองหลวงคือพอทวิลา หมู่เกาะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก แถวๆ หมู่เกาะโซลามอน สามารถเดินทางโดยเครื่องบินจากออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ขึ้นไปทางเหนือ ประมาณ 3 ชั่วโมง มีประชากรอาศัยอยู่ราว 200,000 คน ภาษาที่ใช้คือภาษาบิสลามา อังกฤษ และฝรั่งเศส
วานุอาตูเคยตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษและฝรั่งเศส ก่อนประกาศอิสรภาพเป็นสาธารณรัฐในปี 2523 ประชากรส่วนใหญ่ ทำเกษตรขนาดเล็ก นอกจากนี้ ยังทำประมงและท่องเที่ยว
ประเทศที่มีดัชนีความสุขอันดับท้ายสุดคือประเทศซิมบับเวในทวีปแอฟริกา อยู่ในอันดับที่ 178 สำหรับประเทศดังๆ ที่เข้ารอบฟุตบอลโลก 2006 เป็นกลุ่มประเทศที่มีดัชนีความสุขไม่มาก เช่น อาร์เจนตินา 47 ,บราซิล 63 , อิตาลี 66, เนเธอร์แลนด์ 70,เยอรมนี 81,สเปน 87, ญี่ปุ่น 95, อังกฤษ 108, ฝรั่งเศส 129, โปรตุเกส 136 ,สหรัฐอเมริกา 150 เป็นต้น
ดัชนีความสุข (Happy Planet Index = H P I) มีองค์ประกอบหลัก 3 อย่างตามที่ เอ็นอีเอฟ กำหนด ได้แก่ ความพึงพอใจในการมีชีวิต ความคาดหวังในชีวิต และการรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม เขียนเป็นสมการได้ดังนี้
ดัชนีความสุข = ความพึงพอใจในการมีชีวิต ? ความคาดหวังในชีวิต
การรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม
ดัชนีความสุข กำหนดตัวเลขที่เป็นเหตุเป็นผลไว้ไม่เกิน 83.5 ที่ไม่กำหนดไว้ 100 เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะมีความสมบูรณ์ในทุกสิ่ง
ความพึงพอใจในการมีชีวิต (Life satisfaction) ประชาชนมีความพึงพอใจกับเทคโนโลยี การศึกษา การบริหารงานของรัฐบาลที่โปร่งใส สภาพความเป็นอยู่ ฯลฯ แต่ละครอบครัว มีความหวังดีต่อกัน กำหนดตัวเลขที่เป็นเหตุเป็นผลไว้ไม่เกิน 8.2 ประเทศเดนมาร์ก ได้อันดับสูงสุดคือ 8.2
ความคาดหวังในชีวิต (Life expectancy) เป็นการแสดงให้เห็นถึงรูปแบบว่าจะใช้ชีวิตให้ยืนนานและมีความสุขได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีอยู่ กำหนดตัวเลขที่เป็นเหตุเป็นผลไว้ไม่เกิน 82.0 ปีประเทศญี่ปุ่นได้อันดับสูงสุดคือ 82 ปี
การรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม (Ecology Footprint) ดูแลควบคุมอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อมนุษย์และสัตว์ โดยเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมาแล้วนำไปปรับปรุงใช้ต่อไป กำหนดตัวเลขที่เป็นเหตุเป็นผลที่ 1.5 ถ้าควบคุมระบบนิเวศให้ดีตัวเลขจะน้อย ถ้าไม่ดี จะเพิ่มประเทศที่ดีที่สุดคือ ไฮ้อีติ (Haiti) ได้ ต่ำสุดคือ 0.5
ตัวอย่างประเทศวานุอาตูได้ความพึงพอใจในการมีชีวิต 7.4 ความคาดหวังในชีวิต 68.6 ปีและการรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม 1.1 ดัชนีความสุข คือ 68.2 ประเทศไทยได้ความพึงพอใจในการมีชีวิต 6.5 ความคาดหวังในชีวิต 70.0 ปี และการรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม 1.6 ดัชนีความสุข คือ 55.4
รายละเอียดและวิธีการได้มาของดัชนีชี้วัดความสุขต้องใช้ข้อมูลและสถิติมากมาย เอ็นอีเอฟได้สรุปเป็นรายงานประมาณ 60 หน้า ต้องให้นักเศรษฐศาสตร์อธิบายรายละเอียดที่มาของตัวเลขทั้งหลาย อาจเกิดข้อสงสัยบางประการเช่น ประเทศไทยกำลังยุ่งๆ ไม่น่าจะมีความสุขมากกว่าประเทศอิตาลี แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเอ็นอีเอฟอาจแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวของรัฐบาลในแต่ละประเทศ ในการดูแลประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ภายใต้ทรัพยากรแวดล้อมที่มีอยู่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ทรงสอนให้ทุกคนเดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ รู้จักพอประมาณ มีเหตุผลและสร้างภูมิคุ้มกัน สหประชาชาติยังยกย่องแนวทางของพระองค์ท่าน เป็นปรัชญาที่เข้าใจง่าย ถ้าได้ลงมือปฏิบัติก็จะมีความสุขหลายประเทศกำลังนำไปใช้
ในขณะนี้ บ้านเมืองค่อนข้างจะวุ่นวายทั้งด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการเมือง มีบุคคลไม่กี่คนที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย โดยเฉพาะนักการเมืองหน้าเดิมๆ ทั้งหลายที่วนเวียนกันอยู่ ขณะนี้ มีแต่ข่าวลือ ข่าวปล่อย กันมาก มีการแสดงความคิดเห็นที่ใช้ความรู้สึกเก่าๆ เป็นส่วนใหญ่ ไม่มีข้อมูลที่แท้จริง บางท่านก็หลงในอำนาจสิ่งเหล่านี้อาจทำให้คนไทยไม่มีความสุข
สำหรับประเทศไทยโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ทำแผนงานทางด้านสังคมจะเน้นความสุข สุขภาพที่ดีของประชาชน ก็ยังมีความหวังว่าระดับดัชนีความสุขของประเทศไทยจะเปลี่ยนจากอันดับที่ 32 เป็นอันดับที่ 9 หรืออันดับที่ 10 ถ้าได้ดำเนินการในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจังตามพ่อหลวงของเรา
ชาลี โกมลสุทธิ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2549 มูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ (New Economics Foundation) ใช้ตัวย่อว่า NEF (เอ็นอีเอฟ) ตั้งอยู่ที่ถนนโจนนาทาน กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความสุขในประเทศต่างๆ 178 ประเทศทั่วโลก พบว่าประเทศไทยได้อันดับที่ 32 สำหรับประเทศเพื่อนบ้านของเรา ได้แก่ เวียดนาม อันดับที่ 12 ,
ภูฏานของเจ้าชายจิกมี่ ได้อันดับที่ 13 , ฟิลิปปินส์ 17, อินโดนีเซีย 23, จีน 31, มาเลเซีย 44,พม่า 77,กัมพูชา 91, บรูไน 100, ลาว 109 เป็นต้น แต่ที่ดูแล้วแปลกๆ ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ติดอันดับที่ 131 กลายเป็นประเทศในเอเชียที่มีดัชนีความสุขน้อยทั้งที่บ้านเมืองเจริญมาก
สำหรับอันดับที่ 1 ซึ่งถือว่ามีความสุขที่สุดในโลก ได้แก่ ประเทศวานุอาตู (Vanuatu) หลายคนไม่ค่อยคุ้นชื่อนี้มากนัก เป็นประเทศหมู่เกาะมีทั้งหมด 80 เกาะ เนื้อที่ประมาณ 12,189 ตารางกิโลเมตร เมืองหลวงคือพอทวิลา หมู่เกาะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก แถวๆ หมู่เกาะโซลามอน สามารถเดินทางโดยเครื่องบินจากออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ขึ้นไปทางเหนือ ประมาณ 3 ชั่วโมง มีประชากรอาศัยอยู่ราว 200,000 คน ภาษาที่ใช้คือภาษาบิสลามา อังกฤษ และฝรั่งเศส
วานุอาตูเคยตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษและฝรั่งเศส ก่อนประกาศอิสรภาพเป็นสาธารณรัฐในปี 2523 ประชากรส่วนใหญ่ ทำเกษตรขนาดเล็ก นอกจากนี้ ยังทำประมงและท่องเที่ยว
ประเทศที่มีดัชนีความสุขอันดับท้ายสุดคือประเทศซิมบับเวในทวีปแอฟริกา อยู่ในอันดับที่ 178 สำหรับประเทศดังๆ ที่เข้ารอบฟุตบอลโลก 2006 เป็นกลุ่มประเทศที่มีดัชนีความสุขไม่มาก เช่น อาร์เจนตินา 47 ,บราซิล 63 , อิตาลี 66, เนเธอร์แลนด์ 70,เยอรมนี 81,สเปน 87, ญี่ปุ่น 95, อังกฤษ 108, ฝรั่งเศส 129, โปรตุเกส 136 ,สหรัฐอเมริกา 150 เป็นต้น
ดัชนีความสุข (Happy Planet Index = H P I) มีองค์ประกอบหลัก 3 อย่างตามที่ เอ็นอีเอฟ กำหนด ได้แก่ ความพึงพอใจในการมีชีวิต ความคาดหวังในชีวิต และการรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม เขียนเป็นสมการได้ดังนี้
ดัชนีความสุข = ความพึงพอใจในการมีชีวิต ? ความคาดหวังในชีวิต
การรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม
ดัชนีความสุข กำหนดตัวเลขที่เป็นเหตุเป็นผลไว้ไม่เกิน 83.5 ที่ไม่กำหนดไว้ 100 เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะมีความสมบูรณ์ในทุกสิ่ง
ความพึงพอใจในการมีชีวิต (Life satisfaction) ประชาชนมีความพึงพอใจกับเทคโนโลยี การศึกษา การบริหารงานของรัฐบาลที่โปร่งใส สภาพความเป็นอยู่ ฯลฯ แต่ละครอบครัว มีความหวังดีต่อกัน กำหนดตัวเลขที่เป็นเหตุเป็นผลไว้ไม่เกิน 8.2 ประเทศเดนมาร์ก ได้อันดับสูงสุดคือ 8.2
ความคาดหวังในชีวิต (Life expectancy) เป็นการแสดงให้เห็นถึงรูปแบบว่าจะใช้ชีวิตให้ยืนนานและมีความสุขได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีอยู่ กำหนดตัวเลขที่เป็นเหตุเป็นผลไว้ไม่เกิน 82.0 ปีประเทศญี่ปุ่นได้อันดับสูงสุดคือ 82 ปี
การรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม (Ecology Footprint) ดูแลควบคุมอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อมนุษย์และสัตว์ โดยเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมาแล้วนำไปปรับปรุงใช้ต่อไป กำหนดตัวเลขที่เป็นเหตุเป็นผลที่ 1.5 ถ้าควบคุมระบบนิเวศให้ดีตัวเลขจะน้อย ถ้าไม่ดี จะเพิ่มประเทศที่ดีที่สุดคือ ไฮ้อีติ (Haiti) ได้ ต่ำสุดคือ 0.5
ตัวอย่างประเทศวานุอาตูได้ความพึงพอใจในการมีชีวิต 7.4 ความคาดหวังในชีวิต 68.6 ปีและการรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม 1.1 ดัชนีความสุข คือ 68.2 ประเทศไทยได้ความพึงพอใจในการมีชีวิต 6.5 ความคาดหวังในชีวิต 70.0 ปี และการรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม 1.6 ดัชนีความสุข คือ 55.4
รายละเอียดและวิธีการได้มาของดัชนีชี้วัดความสุขต้องใช้ข้อมูลและสถิติมากมาย เอ็นอีเอฟได้สรุปเป็นรายงานประมาณ 60 หน้า ต้องให้นักเศรษฐศาสตร์อธิบายรายละเอียดที่มาของตัวเลขทั้งหลาย อาจเกิดข้อสงสัยบางประการเช่น ประเทศไทยกำลังยุ่งๆ ไม่น่าจะมีความสุขมากกว่าประเทศอิตาลี แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเอ็นอีเอฟอาจแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวของรัฐบาลในแต่ละประเทศ ในการดูแลประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ภายใต้ทรัพยากรแวดล้อมที่มีอยู่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ทรงสอนให้ทุกคนเดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ รู้จักพอประมาณ มีเหตุผลและสร้างภูมิคุ้มกัน สหประชาชาติยังยกย่องแนวทางของพระองค์ท่าน เป็นปรัชญาที่เข้าใจง่าย ถ้าได้ลงมือปฏิบัติก็จะมีความสุขหลายประเทศกำลังนำไปใช้
ในขณะนี้ บ้านเมืองค่อนข้างจะวุ่นวายทั้งด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการเมือง มีบุคคลไม่กี่คนที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย โดยเฉพาะนักการเมืองหน้าเดิมๆ ทั้งหลายที่วนเวียนกันอยู่ ขณะนี้ มีแต่ข่าวลือ ข่าวปล่อย กันมาก มีการแสดงความคิดเห็นที่ใช้ความรู้สึกเก่าๆ เป็นส่วนใหญ่ ไม่มีข้อมูลที่แท้จริง บางท่านก็หลงในอำนาจสิ่งเหล่านี้อาจทำให้คนไทยไม่มีความสุข
สำหรับประเทศไทยโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ทำแผนงานทางด้านสังคมจะเน้นความสุข สุขภาพที่ดีของประชาชน ก็ยังมีความหวังว่าระดับดัชนีความสุขของประเทศไทยจะเปลี่ยนจากอันดับที่ 32 เป็นอันดับที่ 9 หรืออันดับที่ 10 ถ้าได้ดำเนินการในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจังตามพ่อหลวงของเรา
WORLD DATABASE OF HAPPINESS1
Ruut Veenhoven, Erasmus University Rotterdam
Social Indicators, 1995, vol 34, pp 299-313
ABSTRACT
The World Database of Happiness is an ongoing register of research on subjective appreciation of life. Its purpose is to make the wealth of scattered findings accessible, and to create a basis for further meta-analytic studies. The database involves four sections:
1. Bibliography of Happiness. Presents all contemporary scientific publications. Detailed subject classification. Current content: 2472 titles, mainly in English.
2. Catalogue of Happiness Correlates. Presents mini-abstracts of correlational research findings. Restricts to selected indicators of happiness. Detailed subject classification. Current content: 6098 findings from 512 studies in 45 nations between 1911-1993.
3. Catalogue of Happiness in Nations. Presents responses on selected survey questions in nation samples. Current content: 689 surveys in 56 nations 1946-1993.
4. Directory of Investigators. Addresses of most authors on the subject.
The World Database of Happiness is available in books and on computer files. Computer files are free available through Internet on the sserver of Erasmus University Rotterdam Netherlands.
www2.eur.nl/fsw/research/happiness
Key words: Quality of life, life-satisfaction, meta-analysis, cross-cultural
Social Indicators, 1995, vol 34, pp 299-313
ABSTRACT
The World Database of Happiness is an ongoing register of research on subjective appreciation of life. Its purpose is to make the wealth of scattered findings accessible, and to create a basis for further meta-analytic studies. The database involves four sections:
1. Bibliography of Happiness. Presents all contemporary scientific publications. Detailed subject classification. Current content: 2472 titles, mainly in English.
2. Catalogue of Happiness Correlates. Presents mini-abstracts of correlational research findings. Restricts to selected indicators of happiness. Detailed subject classification. Current content: 6098 findings from 512 studies in 45 nations between 1911-1993.
3. Catalogue of Happiness in Nations. Presents responses on selected survey questions in nation samples. Current content: 689 surveys in 56 nations 1946-1993.
4. Directory of Investigators. Addresses of most authors on the subject.
The World Database of Happiness is available in books and on computer files. Computer files are free available through Internet on the sserver of Erasmus University Rotterdam Netherlands.
www2.eur.nl/fsw/research/happiness
Key words: Quality of life, life-satisfaction, meta-analysis, cross-cultural
เศรษฐกิจพอเพียง กับ การค้าเสรีไปด้วยกันได้จริงหรือ ?
29 ตุลาคม 2549
เรื่องโดย : มนูญ มุ่งชู สำนักข่าวประชาธรรม
วิทยากร เชียงกูล ผู้อำนวยการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงทรรศนะต่อเรื่องนี้ในเวทีเสวนาย่อยภายใต้ประเด็น ‘เศรษฐศาสตร์ทางเลือก’ ในงานสมัชชาสังคมไทย (TSF: Thai Social Forum) ครั้งที่1 ( 21-23 ต.ค.)ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งจัดโดย เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน เครือข่ายภาคประชาชน เครือข่ายศิลปิน นักวิชาการ นักศึกษา และองค์กรภาคีต่าง ๆ
ผู้อำนวยการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวว่า เศรษฐกิจพอเพียง ที่พูดถึงกันในปัจจุบันเป็นเพียงปรัชญาการดำเนินชีวิต แต่ยังไม่ได้พูดคุยกันในทางระบบเศรษฐกิจ เพราะไม่ได้พูดถึงการจัดโครงสร้างอำนาจทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ เช่น การปฏิรูปที่ดิน การผลักดันระบบสหกรณ์ อีกทั้งคำว่าพอเพียงยังเป็นอัตวิสัย ขึ้นอยู่กับการตีความ ดังจะเห็นว่า รัฐมนตรีบางคนมองว่าความพอเพียงไม่ได้ขัดกับการค้าเสรี การทำเอฟทีเอ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพียงแต่เขาอาจทำให้ทุนนิยมก้าวช้าลงอีกหน่อย
“ประเทศไทยเป็นทุนนิยมแบบผูกขาด จะเรียกตัวเองให้ดูดีหน่อยว่า “ตลาดเสรี” หรือ ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ผูกขาดหรือค่อนข้างผูกขาด อยู่ในมือบริษัทไม่กี่บริษัท มีการเอาเปรียบทรัพยากรและแรงงานอย่างมหาศาล การกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ทั้งยังเป็นทุนนิยมบริวารของประเทศพัฒนาแล้ว แต่ไม่ใช่ต้องการให้ปิดประเทศ เพียงแต่เปิดให้แคบลงหน่อย พึ่งพาต่างประเทศให้น้อยลง คือฟื้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้ได้ก่อนค่อยเปิดให้ต่างชาติเข้ามา ” วิทยากร กล่าว
ผู้อำนวยการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต เสนอแนะว่า ควรจะนำเอาข้อดีของระบอบสังคมนิยม และระบอบทุนนิยมมาปรับใช้ ระบบสหกรณ์เป็นความพยายามที่จะแก้ไขความบกพร่องของทุนนิยมแต่ถูกจัดการภายใต้ระบบราชการซึ่งจุดอ่อนคือการวางแผนมาจากศูนย์กลางต่างคนต่างทำ กระจายไม่ทั่วถึง จึงไม่ประสบผลเท่าที่ควร
ผู้อำนวยการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวทิ้งท้ายว่า ระบบเศรษฐกิจทางเลือกที่ดี จะต้องมีปัจจัย 3 อย่าง คือ 1. ต้องมีประสิทธิภาพใช้แรงงานและทรัพยากรอย่างคุ้มค่า 2. ต้องมีความเป็นธรรมมิใช่ ทำแค่เพียงฉาบฉวย เช่นกรณีที่รัฐบาลทักษิณนำเงินอนาคตไปใช้ในโครงการต่างๆ แต่เน้นให้บริโภคซึ่งเป็นเรื่องการตลาด แต่ไม่ได้ปฏิรูปให้คนมีความเข้มแข็งและมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 3.ต้องมีความยั่งยืนทั้งตัวเราและลูกหลานในอนาคต
อ้างอิง
จดหมายข่าว PNN (รายวัน) ประจำวันที่ 29 ตุลาคม 2549
เรื่องโดย : มนูญ มุ่งชู สำนักข่าวประชาธรรม
วิทยากร เชียงกูล ผู้อำนวยการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงทรรศนะต่อเรื่องนี้ในเวทีเสวนาย่อยภายใต้ประเด็น ‘เศรษฐศาสตร์ทางเลือก’ ในงานสมัชชาสังคมไทย (TSF: Thai Social Forum) ครั้งที่1 ( 21-23 ต.ค.)ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งจัดโดย เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน เครือข่ายภาคประชาชน เครือข่ายศิลปิน นักวิชาการ นักศึกษา และองค์กรภาคีต่าง ๆ
ผู้อำนวยการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวว่า เศรษฐกิจพอเพียง ที่พูดถึงกันในปัจจุบันเป็นเพียงปรัชญาการดำเนินชีวิต แต่ยังไม่ได้พูดคุยกันในทางระบบเศรษฐกิจ เพราะไม่ได้พูดถึงการจัดโครงสร้างอำนาจทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ เช่น การปฏิรูปที่ดิน การผลักดันระบบสหกรณ์ อีกทั้งคำว่าพอเพียงยังเป็นอัตวิสัย ขึ้นอยู่กับการตีความ ดังจะเห็นว่า รัฐมนตรีบางคนมองว่าความพอเพียงไม่ได้ขัดกับการค้าเสรี การทำเอฟทีเอ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพียงแต่เขาอาจทำให้ทุนนิยมก้าวช้าลงอีกหน่อย
“ประเทศไทยเป็นทุนนิยมแบบผูกขาด จะเรียกตัวเองให้ดูดีหน่อยว่า “ตลาดเสรี” หรือ ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ผูกขาดหรือค่อนข้างผูกขาด อยู่ในมือบริษัทไม่กี่บริษัท มีการเอาเปรียบทรัพยากรและแรงงานอย่างมหาศาล การกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ทั้งยังเป็นทุนนิยมบริวารของประเทศพัฒนาแล้ว แต่ไม่ใช่ต้องการให้ปิดประเทศ เพียงแต่เปิดให้แคบลงหน่อย พึ่งพาต่างประเทศให้น้อยลง คือฟื้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้ได้ก่อนค่อยเปิดให้ต่างชาติเข้ามา ” วิทยากร กล่าว
ผู้อำนวยการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต เสนอแนะว่า ควรจะนำเอาข้อดีของระบอบสังคมนิยม และระบอบทุนนิยมมาปรับใช้ ระบบสหกรณ์เป็นความพยายามที่จะแก้ไขความบกพร่องของทุนนิยมแต่ถูกจัดการภายใต้ระบบราชการซึ่งจุดอ่อนคือการวางแผนมาจากศูนย์กลางต่างคนต่างทำ กระจายไม่ทั่วถึง จึงไม่ประสบผลเท่าที่ควร
ผู้อำนวยการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวทิ้งท้ายว่า ระบบเศรษฐกิจทางเลือกที่ดี จะต้องมีปัจจัย 3 อย่าง คือ 1. ต้องมีประสิทธิภาพใช้แรงงานและทรัพยากรอย่างคุ้มค่า 2. ต้องมีความเป็นธรรมมิใช่ ทำแค่เพียงฉาบฉวย เช่นกรณีที่รัฐบาลทักษิณนำเงินอนาคตไปใช้ในโครงการต่างๆ แต่เน้นให้บริโภคซึ่งเป็นเรื่องการตลาด แต่ไม่ได้ปฏิรูปให้คนมีความเข้มแข็งและมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 3.ต้องมีความยั่งยืนทั้งตัวเราและลูกหลานในอนาคต
อ้างอิง
จดหมายข่าว PNN (รายวัน) ประจำวันที่ 29 ตุลาคม 2549
Saturday, October 28, 2006
วิทยาศาสตร์ของความสุข (Science of Happiness)
นิตยสาร Time รายสัปดาห์ฉบับลงวันที่ 28 ก.พ.2505 ตีพิมพ์บทความเผยแพร่ผลงานวิจัยที่กระทำกันอย่างเป็นระบบ พิสูจน์ชัดกันในเชิงประจักษ์ ในเรื่องวิทยาศาสตร์ของความสุข (Science of Happiness) ทำให้ได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่มุ่งเน้นคนเป็นศูนย์กลางหลายประการด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ประการแรก ได้เรียนรู้ว่าเงินไม่สามารถซื้อความสุขได้ในทุกๆ กรณี ผลงานวิจัยค้นพบว่า ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เช่น ญี่ปุ่น แม้ในอดีต 50 ปีที่ผ่านมาก้าวหน้าไปมากมาย GDP เพิ่มสูงขึ้นเป็นเส้นกราฟที่สูงชัน แต่เส้นกราฟวัดความอยู่ดี-มีสุขของคนญี่ปุ่นไม่ได้เพิ่มสูงตามขึ้นเลย กลับเป็นเส้นแบนราบ คงที่เหมือนหลังคารถ Lexus ในยุโรปก็เช่นกัน ช่วง 50 ปีที่ผ่านมา GDP ของอังกฤษเพิ่มขึ้นจาก $ 34 พันล้าน เป็น $ 2 หมื่นล้าน แต่ความสุขความพอใจในชีวิตของคนอังกฤษกลับอยู่ในระดับของปี พ.ศ.2513 เท่านั้น
ประการที่สอง ได้เรียนรู้ว่า แม้เงินที่เพิ่มขึ้นจะไม่สามารถเพิ่มความสุขได้มากตามขึ้นไปได้ก็จริง แต่ถ้าไม่มีเงิน ความอยู่ดีมีสุขก็เกิดขึ้นไม่ได้ ผลงานวิจัยค้นพบว่า คนที่อยู่ในประเทศที่ยากจนซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่า $ 100,000 ปราศจากความสุขในชีวิต แต่ในประเทศที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวเกินกว่า $100,000 ต่อปี ความสุขกับเงิน จะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว คนมีเงินมิใช่หลักประกันความสุขจากความพอใจในชีวิตได้เสมอไป กลับยิ่งมีความร้อน รน ซึ่งอธิบายได้จากปัจจัยที่นักสังคมศาสตร์เขาเรียกว่า เกิดความวิตกกังวลใจจากการเปรียบเทียบอ้างอิงรายได้กับคนอื่น (reference anxiety) ในประเทศที่มีช่องว่างของรายได้มากๆ คนรวยจะรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว คนจนกว่ารวยตามไม่ทัน ทำให้พวกเขาขาดความสุขจากการเปรียบเทียบ แม้ว่าระดับความเป็นอยู่จะไม่ถึงกับยากจนแสนสาหัสก็ตาม (absolute poverty)
ประการที่สาม ได้เรียนรู้จากผลงานวิจัยว่า คน จนก็มีความสุขได้ มีการค้นพบว่า คนอินเดียไร้ที่อยู่อาศัย ที่อยู่กันตามข้างถนนกรุงกัลกัตตา มีความสุขกว่าคนอเมริกัน ใช้ที่อยู่อาศัยอยู่กันตามข้างถนน ในเมืองเฟรสโน่ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐอเมริกา คนอเมริกันที่ยากจนอยู่กันตามข้างถนนมีความทุกข์ จากการเปรียบเทียบฐานะความเป็นอยู่กับคนที่แตกต่างกับพวกตนราวฟ้ากับดินมากมาย
ประการที่สี่ ได้เรียนรู้ผลงานสำรวจทางค่านิยมในโลก (world values survey) ซึ่งอาจเรียกว่า GDP ทางด้านความสุข รวมความได้ว่า ถึงแม้เงินจะไม่สามารถซื้อความสุขในระดับปัจเจกบุคคลได้ก็ตาม ในระดับประเทศ เงินกับความสุข ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปด้วยกันเสมอไป อิทธิพลทางสังคมอื่นๆ อาจ สามารถนำมาชดเชยการขาดแคลนเงิน และก่อให้เกิดความสุขได้ ข้อมูลทางด้านความสุขเปรียบ เทียบกันระหว่างประเทศทั่วโลกแล้ว ปรากฏว่าคนเดนมาร์ก คนสวิส เป็นพวกที่มีความสุขในระดับ 8 จากคะแนนเต็ม ที่ใช้วัดถึงระดับ 10 ชาวญี่ปุ่นมีความสุขแค่ระดับ 6 ที่น่าสนใจก็คือ ฟิลิปปินส์มีระดับคะแนนความสุขสูงกว่าไต้หวัน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่เกาหลีใต้ รวมทั้งไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง ทั้งๆ ที่ฟิลิปปินส์เต็มไปด้วยปัญหาร้อยแปดพันประการ ทั้งปัญหาความยากจน ทุจริตคอร์รัปชั่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุไต้ฝุ่น คนฟิลิปปินส์ 8 คนใน 10 คนที่นักวิจัยไปสำรวจยังมีทัศนคติที่มองโลกในแง่ดีตลอดปี 2548 สำหรับคนฟิลิปปินส์แล้ว ความสุขไม่ได้อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่ที่สังคม พวกเขามีความสุขจากการใช้เวลาอยู่ในกลุ่มคน อยู่ในครอบ ครัว อยู่ในท่ามกลางเพื่อนฝูง อยู่ในชุมชน หรือแม้แต่อยู่ในคนแปลกหน้า
หากจะกล่าวโดยรวมๆ จากการเรียนรู้มาทั้ง หมด ผู้เขียนเห็นว่า เรื่องของความสุขนั้น แม้ว่าเราจะคิดว่าเป็นเรื่องสุดแต่ใจจะไขว่คว้าเอา ของแต่ละบุคคลก็ตาม แต่มันก็มีแง่มุมเช่นกัน ในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจแล้วสังคมรัฐบาลควรให้ความสำคัญต่อเป้าหมายการเสริมสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในสังคม นโยบายสาธารณะใดๆ ก็ตาม จะเป็นนโยบายสาธารณะที่ดีไม่ได้ ถ้าไม่มีแนวทางในการเพิ่มความสุข และลดความทุกข์ยากของคนจะต้องเอามนุษย์เป็นศูนย์กลางในการกำหนดนโยบาย มนุษย์เรานั้นเป็นสัตว์สังคม มิตรภาพ ครอบครัว ชุมชน ทำให้คนเรามีความสุข การว่างงาน ก่อให้เกิดความทุกข์ ซึ่งมิใช่แค่ทำให้ขาดรายได้ แต่การว่างงานทำให้ชีวิต ความผูกพันกันในสังคมล่มสลายลง ความสัมพันธ์ระหว่างกันของมนุษย์ไม่ใช่เป็นเพียงวิธีการหรือเครื่องมือที่นำไปสู่เป้าหมาย แต่มันเป็นเป้าหมายที่สมบูรณ์อยู่ในตัวเอง ในฐานะที่เป็นสัตว์สังคม เราจำเป็นต้องมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน นโยบายสาธารณะใดๆ ที่ก่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน จึงเป็นนโยบายสาธารณะที่สำคัญอย่างยิ่งยวด สำคัญกว่าการเพิ่มรายได้ GDP หลายต่อหลายเท่านัก ทั้งนี้ยังรวมถึงนโยบายต่างๆ ในการเสริมสร้างเสถียรภาพความมั่นคงของครอบครัว ชุมชน การอพยพย้ายถิ่นไปหา งานทำต่างถิ่น จะอาจไม่คุ้มค่า ถ้าผลกระทบที่จะมีต่อความสุขในครอบครัวมีมากกว่าผลตอบแทนที่จะได้รับทางเศรษฐกิจ การกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อขจัดความทุกข์ยากอาจทำได้ง่ายกว่าการเพิ่มความสุข เพราะความทุกข์ยากนั้น เห็นกันได้อย่างจะจะ เป็นการกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหา ความยากจนให้เป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญยิ่งของรัฐบาล จึงเป็นนโยบายที่ถูกต้อง นอกจากนี้แนวนโยบายสาธารณะเพื่อสร้างความสุข ควรรวมไปถึงการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการปรับปรุง การดำเนินชีวิตในครอบครัว การกำหนดชั่วโมงการทำ งานให้ยืดหยุ่น ให้คนมีเวลาใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวมากขึ้น ที่สำคัญก็คือการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องจริยธรรม ศีลธรรม ไม่ให้เป็นแค่ประเด็นหัวข้อการถ่ายทอดหลักวิชา เพื่อท่องจำ นำไปสอบ หรือแค่อภิปรายกันทางวิชาการ แต่จะต้องสร้างกระบวน การเรียนรู้ ให้เกิดจิตสำนึกในการนำไปปฏิบัติ เพื่อสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างแท้จริง
ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลควรนำสังคมไป สู่การแสวงหาความสุข มากกว่าการสร้างประสิทธิภาพการแข่งขันกัน ไปสู่การบรรลุเป้าหมายการเร่งรัด อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงเท่านั้น
อ้างอิง
The British Psychological Society
http://www.psychtesting.org.uk/hotissues.asp?id=81
ประการแรก ได้เรียนรู้ว่าเงินไม่สามารถซื้อความสุขได้ในทุกๆ กรณี ผลงานวิจัยค้นพบว่า ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เช่น ญี่ปุ่น แม้ในอดีต 50 ปีที่ผ่านมาก้าวหน้าไปมากมาย GDP เพิ่มสูงขึ้นเป็นเส้นกราฟที่สูงชัน แต่เส้นกราฟวัดความอยู่ดี-มีสุขของคนญี่ปุ่นไม่ได้เพิ่มสูงตามขึ้นเลย กลับเป็นเส้นแบนราบ คงที่เหมือนหลังคารถ Lexus ในยุโรปก็เช่นกัน ช่วง 50 ปีที่ผ่านมา GDP ของอังกฤษเพิ่มขึ้นจาก $ 34 พันล้าน เป็น $ 2 หมื่นล้าน แต่ความสุขความพอใจในชีวิตของคนอังกฤษกลับอยู่ในระดับของปี พ.ศ.2513 เท่านั้น
ประการที่สอง ได้เรียนรู้ว่า แม้เงินที่เพิ่มขึ้นจะไม่สามารถเพิ่มความสุขได้มากตามขึ้นไปได้ก็จริง แต่ถ้าไม่มีเงิน ความอยู่ดีมีสุขก็เกิดขึ้นไม่ได้ ผลงานวิจัยค้นพบว่า คนที่อยู่ในประเทศที่ยากจนซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่า $ 100,000 ปราศจากความสุขในชีวิต แต่ในประเทศที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวเกินกว่า $100,000 ต่อปี ความสุขกับเงิน จะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว คนมีเงินมิใช่หลักประกันความสุขจากความพอใจในชีวิตได้เสมอไป กลับยิ่งมีความร้อน รน ซึ่งอธิบายได้จากปัจจัยที่นักสังคมศาสตร์เขาเรียกว่า เกิดความวิตกกังวลใจจากการเปรียบเทียบอ้างอิงรายได้กับคนอื่น (reference anxiety) ในประเทศที่มีช่องว่างของรายได้มากๆ คนรวยจะรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว คนจนกว่ารวยตามไม่ทัน ทำให้พวกเขาขาดความสุขจากการเปรียบเทียบ แม้ว่าระดับความเป็นอยู่จะไม่ถึงกับยากจนแสนสาหัสก็ตาม (absolute poverty)
ประการที่สาม ได้เรียนรู้จากผลงานวิจัยว่า คน จนก็มีความสุขได้ มีการค้นพบว่า คนอินเดียไร้ที่อยู่อาศัย ที่อยู่กันตามข้างถนนกรุงกัลกัตตา มีความสุขกว่าคนอเมริกัน ใช้ที่อยู่อาศัยอยู่กันตามข้างถนน ในเมืองเฟรสโน่ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐอเมริกา คนอเมริกันที่ยากจนอยู่กันตามข้างถนนมีความทุกข์ จากการเปรียบเทียบฐานะความเป็นอยู่กับคนที่แตกต่างกับพวกตนราวฟ้ากับดินมากมาย
ประการที่สี่ ได้เรียนรู้ผลงานสำรวจทางค่านิยมในโลก (world values survey) ซึ่งอาจเรียกว่า GDP ทางด้านความสุข รวมความได้ว่า ถึงแม้เงินจะไม่สามารถซื้อความสุขในระดับปัจเจกบุคคลได้ก็ตาม ในระดับประเทศ เงินกับความสุข ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปด้วยกันเสมอไป อิทธิพลทางสังคมอื่นๆ อาจ สามารถนำมาชดเชยการขาดแคลนเงิน และก่อให้เกิดความสุขได้ ข้อมูลทางด้านความสุขเปรียบ เทียบกันระหว่างประเทศทั่วโลกแล้ว ปรากฏว่าคนเดนมาร์ก คนสวิส เป็นพวกที่มีความสุขในระดับ 8 จากคะแนนเต็ม ที่ใช้วัดถึงระดับ 10 ชาวญี่ปุ่นมีความสุขแค่ระดับ 6 ที่น่าสนใจก็คือ ฟิลิปปินส์มีระดับคะแนนความสุขสูงกว่าไต้หวัน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่เกาหลีใต้ รวมทั้งไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง ทั้งๆ ที่ฟิลิปปินส์เต็มไปด้วยปัญหาร้อยแปดพันประการ ทั้งปัญหาความยากจน ทุจริตคอร์รัปชั่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุไต้ฝุ่น คนฟิลิปปินส์ 8 คนใน 10 คนที่นักวิจัยไปสำรวจยังมีทัศนคติที่มองโลกในแง่ดีตลอดปี 2548 สำหรับคนฟิลิปปินส์แล้ว ความสุขไม่ได้อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่ที่สังคม พวกเขามีความสุขจากการใช้เวลาอยู่ในกลุ่มคน อยู่ในครอบ ครัว อยู่ในท่ามกลางเพื่อนฝูง อยู่ในชุมชน หรือแม้แต่อยู่ในคนแปลกหน้า
หากจะกล่าวโดยรวมๆ จากการเรียนรู้มาทั้ง หมด ผู้เขียนเห็นว่า เรื่องของความสุขนั้น แม้ว่าเราจะคิดว่าเป็นเรื่องสุดแต่ใจจะไขว่คว้าเอา ของแต่ละบุคคลก็ตาม แต่มันก็มีแง่มุมเช่นกัน ในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจแล้วสังคมรัฐบาลควรให้ความสำคัญต่อเป้าหมายการเสริมสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในสังคม นโยบายสาธารณะใดๆ ก็ตาม จะเป็นนโยบายสาธารณะที่ดีไม่ได้ ถ้าไม่มีแนวทางในการเพิ่มความสุข และลดความทุกข์ยากของคนจะต้องเอามนุษย์เป็นศูนย์กลางในการกำหนดนโยบาย มนุษย์เรานั้นเป็นสัตว์สังคม มิตรภาพ ครอบครัว ชุมชน ทำให้คนเรามีความสุข การว่างงาน ก่อให้เกิดความทุกข์ ซึ่งมิใช่แค่ทำให้ขาดรายได้ แต่การว่างงานทำให้ชีวิต ความผูกพันกันในสังคมล่มสลายลง ความสัมพันธ์ระหว่างกันของมนุษย์ไม่ใช่เป็นเพียงวิธีการหรือเครื่องมือที่นำไปสู่เป้าหมาย แต่มันเป็นเป้าหมายที่สมบูรณ์อยู่ในตัวเอง ในฐานะที่เป็นสัตว์สังคม เราจำเป็นต้องมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน นโยบายสาธารณะใดๆ ที่ก่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน จึงเป็นนโยบายสาธารณะที่สำคัญอย่างยิ่งยวด สำคัญกว่าการเพิ่มรายได้ GDP หลายต่อหลายเท่านัก ทั้งนี้ยังรวมถึงนโยบายต่างๆ ในการเสริมสร้างเสถียรภาพความมั่นคงของครอบครัว ชุมชน การอพยพย้ายถิ่นไปหา งานทำต่างถิ่น จะอาจไม่คุ้มค่า ถ้าผลกระทบที่จะมีต่อความสุขในครอบครัวมีมากกว่าผลตอบแทนที่จะได้รับทางเศรษฐกิจ การกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อขจัดความทุกข์ยากอาจทำได้ง่ายกว่าการเพิ่มความสุข เพราะความทุกข์ยากนั้น เห็นกันได้อย่างจะจะ เป็นการกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหา ความยากจนให้เป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญยิ่งของรัฐบาล จึงเป็นนโยบายที่ถูกต้อง นอกจากนี้แนวนโยบายสาธารณะเพื่อสร้างความสุข ควรรวมไปถึงการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการปรับปรุง การดำเนินชีวิตในครอบครัว การกำหนดชั่วโมงการทำ งานให้ยืดหยุ่น ให้คนมีเวลาใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวมากขึ้น ที่สำคัญก็คือการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องจริยธรรม ศีลธรรม ไม่ให้เป็นแค่ประเด็นหัวข้อการถ่ายทอดหลักวิชา เพื่อท่องจำ นำไปสอบ หรือแค่อภิปรายกันทางวิชาการ แต่จะต้องสร้างกระบวน การเรียนรู้ ให้เกิดจิตสำนึกในการนำไปปฏิบัติ เพื่อสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างแท้จริง
ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลควรนำสังคมไป สู่การแสวงหาความสุข มากกว่าการสร้างประสิทธิภาพการแข่งขันกัน ไปสู่การบรรลุเป้าหมายการเร่งรัด อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงเท่านั้น
อ้างอิง
The British Psychological Society
http://www.psychtesting.org.uk/hotissues.asp?id=81
ดัชนีความสุข
Blanchflower และ Oswald ใช้ข้อมูลการสำรวจของ International Social Survey Programme (ISSP) ซึ่งจัดทำข้อมูลในปี 2002 โดยสำรวจประเทศจำนวน 35 ประเทศ ด้วยจำนวนตัวอย่างรวมแล้วประมาณ 50,000 ตัวอย่าง มีคำถามที่ให้ผู้ตอบแบบสอบถามตอบที่สำคัญประมาณ 5 เรื่องด้วยกันคือ
1. ให้ประเมินว่าระดับความสุขของตนเองโดยทั่วไปอยู่ตรงไหน คะแนนอยู่ในช่วง 1-7
2. ให้ประเมินว่าระดับความพึงพอใจต่อชีวิตครอบครัวเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-7
3. ให้ประเมินว่าระดับความพึงพอใจในงานที่ทำเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-7
4. ให้ประเมินว่าระดับความตึงเครียดของงานอยู่ที่ระดับไหน คะแนนอยู่ในช่วง 1-5
5. ให้ประเมินว่าระดับความเหนื่อยจากการทำงานในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-4
ผู้ศึกษาทั้ง 2 ท่านสมมุติว่า ถ้าให้ดัชนีทั้ง 5 ข้อ เป็นดัชนีที่ชี้วัดถึงความสุข เขาพบว่า ออสเตรเลียเกือบจะอยู่อันดับบ๊วย ในเรื่องความพึงพอใจต่องาน ส่วนดัชนีระดับความสุขโดยทั่วไปอยู่ระดับตรงกลางๆ ทั้ง 2 ท่านได้แสดงให้เห็นว่าการศึกษาเรื่องความสุขของมนุษย์นั้นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยทางด้านสังคม ทั้งนี้ เพราะว่าปัจจัยทางสังคมไม่ได้มาพร้อมกับป้ายราคา การศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้น่าจะช่วยให้รัฐบาลในประเทศต่างๆ สามารถดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับการสร้างความสุขของคนในสังคมได้
ข้อสรุปเหล่านี้สอดคล้องกับงานของ Layard ซึ่งได้ชี้ไว้โดยอาศัยงานศึกษาทางด้านจิตวิทยาสมัยใหม่ ที่กล่าวว่าความสุขของคนมาจากปัจจัยที่มีมากกว่าตัวเงิน เช่นคนเป็นสัตว์สังคม ที่ต้องการมีเพื่อน มีครอบครัว มีการทำงาน ดังนั้นปฏิสัมพันธ์ต่อเรื่องราวเหล่านี้จะส่งผลต่อระดับความสุขของคนในสังคม
มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการศึกษาปัจจัยทางสังคมเหล่านี้ กล่าวคือปัจจัยทางสังคมเหล่านี้ จะสามารถวัดได้โดยต้องพึ่งการประเมินของแต่ละบุคคลหรืออัตวิสัยของผู้นั้น ปัจจัยเหล่านี้จึงมีลักษณะที่ไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด และอาจจะมีความแตกต่างกันในแต่ละสังคมขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละสังคมด้วย แต่ก็ยังคงลักษณะบางประการที่มีลักษณะร่วมกันในแต่ละประเทศและค่อนข้างคงที่ เช่น คนต้องการความมั่นคง ในงาน ในครอบครัว และในสภาพแวดล้อมทางสังคม และต้องการอยู่อาศัยในสภาพสังคมที่สามารถไว้วางใจผู้อื่นได้
ดังนั้น นโยบายบางประการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งเหล่านี้แม้ว่าจะมีส่วนในการเพิ่มตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มความสุขให้กับคนในสังคมได้
1. ให้ประเมินว่าระดับความสุขของตนเองโดยทั่วไปอยู่ตรงไหน คะแนนอยู่ในช่วง 1-7
2. ให้ประเมินว่าระดับความพึงพอใจต่อชีวิตครอบครัวเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-7
3. ให้ประเมินว่าระดับความพึงพอใจในงานที่ทำเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-7
4. ให้ประเมินว่าระดับความตึงเครียดของงานอยู่ที่ระดับไหน คะแนนอยู่ในช่วง 1-5
5. ให้ประเมินว่าระดับความเหนื่อยจากการทำงานในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-4
ผู้ศึกษาทั้ง 2 ท่านสมมุติว่า ถ้าให้ดัชนีทั้ง 5 ข้อ เป็นดัชนีที่ชี้วัดถึงความสุข เขาพบว่า ออสเตรเลียเกือบจะอยู่อันดับบ๊วย ในเรื่องความพึงพอใจต่องาน ส่วนดัชนีระดับความสุขโดยทั่วไปอยู่ระดับตรงกลางๆ ทั้ง 2 ท่านได้แสดงให้เห็นว่าการศึกษาเรื่องความสุขของมนุษย์นั้นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยทางด้านสังคม ทั้งนี้ เพราะว่าปัจจัยทางสังคมไม่ได้มาพร้อมกับป้ายราคา การศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้น่าจะช่วยให้รัฐบาลในประเทศต่างๆ สามารถดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับการสร้างความสุขของคนในสังคมได้
ข้อสรุปเหล่านี้สอดคล้องกับงานของ Layard ซึ่งได้ชี้ไว้โดยอาศัยงานศึกษาทางด้านจิตวิทยาสมัยใหม่ ที่กล่าวว่าความสุขของคนมาจากปัจจัยที่มีมากกว่าตัวเงิน เช่นคนเป็นสัตว์สังคม ที่ต้องการมีเพื่อน มีครอบครัว มีการทำงาน ดังนั้นปฏิสัมพันธ์ต่อเรื่องราวเหล่านี้จะส่งผลต่อระดับความสุขของคนในสังคม
มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการศึกษาปัจจัยทางสังคมเหล่านี้ กล่าวคือปัจจัยทางสังคมเหล่านี้ จะสามารถวัดได้โดยต้องพึ่งการประเมินของแต่ละบุคคลหรืออัตวิสัยของผู้นั้น ปัจจัยเหล่านี้จึงมีลักษณะที่ไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด และอาจจะมีความแตกต่างกันในแต่ละสังคมขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละสังคมด้วย แต่ก็ยังคงลักษณะบางประการที่มีลักษณะร่วมกันในแต่ละประเทศและค่อนข้างคงที่ เช่น คนต้องการความมั่นคง ในงาน ในครอบครัว และในสภาพแวดล้อมทางสังคม และต้องการอยู่อาศัยในสภาพสังคมที่สามารถไว้วางใจผู้อื่นได้
ดังนั้น นโยบายบางประการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งเหล่านี้แม้ว่าจะมีส่วนในการเพิ่มตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มความสุขให้กับคนในสังคมได้
Friday, October 27, 2006
Happiness in Hong Kong
Manulife’s “Happiness Indicator” Survey Uncovers Key Drivers of Happiness in Hong Kong
- Financial Planning Plays Important Role - Hong Kong – “Having a harmonious family” is the most important factor contributing to Hong Kong workers’ happiness, according to the “Happiness Indicator Survey,” released today by Manulife (International) Limited (MIL). The survey uncovered the happiness levels of Hong Kong workers and the factors contributing to this state of mind. Conducted at the end of November 2002 by the Social Sciences Research Centre of The University of Hong Kong for Manulife on 482 workers aged 21 or above, the study aimed to find out the factors leading to “happiness” and the importance of each factor were. It also sought to understand how respondents achieve “happiness,” with particular focus on their financial aspirations.
- Financial Planning Plays Important Role - Hong Kong – “Having a harmonious family” is the most important factor contributing to Hong Kong workers’ happiness, according to the “Happiness Indicator Survey,” released today by Manulife (International) Limited (MIL). The survey uncovered the happiness levels of Hong Kong workers and the factors contributing to this state of mind. Conducted at the end of November 2002 by the Social Sciences Research Centre of The University of Hong Kong for Manulife on 482 workers aged 21 or above, the study aimed to find out the factors leading to “happiness” and the importance of each factor were. It also sought to understand how respondents achieve “happiness,” with particular focus on their financial aspirations.
ดัชนีอยู่เย็นเป็นสุข
"ดัชนีอยู่เย็นเป็นสุข...สร้างสุขได้อย่างไร?"
ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ปี 2549
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549 ห้องย่อยที่ 3
ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ปี 2549
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549 ห้องย่อยที่ 3
Subscribe to:
Posts (Atom)