Sunday, October 29, 2006

จีนจะสร้างสถิติ"ดัชนีความสุข"

Xinhua News
สำนักข่าวแห่งประเทศจีนรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ชิวเสี่ยวหัว ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนกล่าวว่า จีนจะเพิ่มเนื้อหาทางด้านสถิติอีกหลายอย่าง เช่นสถิติดัชนีความสุข ดัชนีการพัฒนาของคน ดัชนีนวัตกรรม ดัชนีความสมานฉันท์ของสังคมเป็นต้น ทั้งนี้ ดัชนีใหม่ๆจะสอดคล้องกับความต้องการของสังคมจีนที่มีต่อการพัฒนาในแต่ละด้าน

China Radio International

Sunday Oct 29th 2006

ทำเศรษฐกิจพอเพียงให้ดี ดัชนีความสุขจะตามมา

20 กรกฎาคม 2549
ชาลี โกมลสุทธิ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2549 มูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ (New Economics Foundation) ใช้ตัวย่อว่า NEF (เอ็นอีเอฟ) ตั้งอยู่ที่ถนนโจนนาทาน กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความสุขในประเทศต่างๆ 178 ประเทศทั่วโลก พบว่าประเทศไทยได้อันดับที่ 32 สำหรับประเทศเพื่อนบ้านของเรา ได้แก่ เวียดนาม อันดับที่ 12 ,
ภูฏานของเจ้าชายจิกมี่ ได้อันดับที่ 13 , ฟิลิปปินส์ 17, อินโดนีเซีย 23, จีน 31, มาเลเซีย 44,พม่า 77,กัมพูชา 91, บรูไน 100, ลาว 109 เป็นต้น แต่ที่ดูแล้วแปลกๆ ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ติดอันดับที่ 131 กลายเป็นประเทศในเอเชียที่มีดัชนีความสุขน้อยทั้งที่บ้านเมืองเจริญมาก
สำหรับอันดับที่ 1 ซึ่งถือว่ามีความสุขที่สุดในโลก ได้แก่ ประเทศวานุอาตู (Vanuatu) หลายคนไม่ค่อยคุ้นชื่อนี้มากนัก เป็นประเทศหมู่เกาะมีทั้งหมด 80 เกาะ เนื้อที่ประมาณ 12,189 ตารางกิโลเมตร เมืองหลวงคือพอทวิลา หมู่เกาะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก แถวๆ หมู่เกาะโซลามอน สามารถเดินทางโดยเครื่องบินจากออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ขึ้นไปทางเหนือ ประมาณ 3 ชั่วโมง มีประชากรอาศัยอยู่ราว 200,000 คน ภาษาที่ใช้คือภาษาบิสลามา อังกฤษ และฝรั่งเศส
วานุอาตูเคยตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษและฝรั่งเศส ก่อนประกาศอิสรภาพเป็นสาธารณรัฐในปี 2523 ประชากรส่วนใหญ่ ทำเกษตรขนาดเล็ก นอกจากนี้ ยังทำประมงและท่องเที่ยว
ประเทศที่มีดัชนีความสุขอันดับท้ายสุดคือประเทศซิมบับเวในทวีปแอฟริกา อยู่ในอันดับที่ 178 สำหรับประเทศดังๆ ที่เข้ารอบฟุตบอลโลก 2006 เป็นกลุ่มประเทศที่มีดัชนีความสุขไม่มาก เช่น อาร์เจนตินา 47 ,บราซิล 63 , อิตาลี 66, เนเธอร์แลนด์ 70,เยอรมนี 81,สเปน 87, ญี่ปุ่น 95, อังกฤษ 108, ฝรั่งเศส 129, โปรตุเกส 136 ,สหรัฐอเมริกา 150 เป็นต้น
ดัชนีความสุข (Happy Planet Index = H P I) มีองค์ประกอบหลัก 3 อย่างตามที่ เอ็นอีเอฟ กำหนด ได้แก่ ความพึงพอใจในการมีชีวิต ความคาดหวังในชีวิต และการรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม เขียนเป็นสมการได้ดังนี้
ดัชนีความสุข = ความพึงพอใจในการมีชีวิต ? ความคาดหวังในชีวิต
การรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม
ดัชนีความสุข กำหนดตัวเลขที่เป็นเหตุเป็นผลไว้ไม่เกิน 83.5 ที่ไม่กำหนดไว้ 100 เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะมีความสมบูรณ์ในทุกสิ่ง
ความพึงพอใจในการมีชีวิต (Life satisfaction) ประชาชนมีความพึงพอใจกับเทคโนโลยี การศึกษา การบริหารงานของรัฐบาลที่โปร่งใส สภาพความเป็นอยู่ ฯลฯ แต่ละครอบครัว มีความหวังดีต่อกัน กำหนดตัวเลขที่เป็นเหตุเป็นผลไว้ไม่เกิน 8.2 ประเทศเดนมาร์ก ได้อันดับสูงสุดคือ 8.2
ความคาดหวังในชีวิต (Life expectancy) เป็นการแสดงให้เห็นถึงรูปแบบว่าจะใช้ชีวิตให้ยืนนานและมีความสุขได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีอยู่ กำหนดตัวเลขที่เป็นเหตุเป็นผลไว้ไม่เกิน 82.0 ปีประเทศญี่ปุ่นได้อันดับสูงสุดคือ 82 ปี
การรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม (Ecology Footprint) ดูแลควบคุมอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อมนุษย์และสัตว์ โดยเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมาแล้วนำไปปรับปรุงใช้ต่อไป กำหนดตัวเลขที่เป็นเหตุเป็นผลที่ 1.5 ถ้าควบคุมระบบนิเวศให้ดีตัวเลขจะน้อย ถ้าไม่ดี จะเพิ่มประเทศที่ดีที่สุดคือ ไฮ้อีติ (Haiti) ได้ ต่ำสุดคือ 0.5
ตัวอย่างประเทศวานุอาตูได้ความพึงพอใจในการมีชีวิต 7.4 ความคาดหวังในชีวิต 68.6 ปีและการรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม 1.1 ดัชนีความสุข คือ 68.2 ประเทศไทยได้ความพึงพอใจในการมีชีวิต 6.5 ความคาดหวังในชีวิต 70.0 ปี และการรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม 1.6 ดัชนีความสุข คือ 55.4
รายละเอียดและวิธีการได้มาของดัชนีชี้วัดความสุขต้องใช้ข้อมูลและสถิติมากมาย เอ็นอีเอฟได้สรุปเป็นรายงานประมาณ 60 หน้า ต้องให้นักเศรษฐศาสตร์อธิบายรายละเอียดที่มาของตัวเลขทั้งหลาย อาจเกิดข้อสงสัยบางประการเช่น ประเทศไทยกำลังยุ่งๆ ไม่น่าจะมีความสุขมากกว่าประเทศอิตาลี แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเอ็นอีเอฟอาจแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวของรัฐบาลในแต่ละประเทศ ในการดูแลประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ภายใต้ทรัพยากรแวดล้อมที่มีอยู่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ทรงสอนให้ทุกคนเดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ รู้จักพอประมาณ มีเหตุผลและสร้างภูมิคุ้มกัน สหประชาชาติยังยกย่องแนวทางของพระองค์ท่าน เป็นปรัชญาที่เข้าใจง่าย ถ้าได้ลงมือปฏิบัติก็จะมีความสุขหลายประเทศกำลังนำไปใช้
ในขณะนี้ บ้านเมืองค่อนข้างจะวุ่นวายทั้งด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการเมือง มีบุคคลไม่กี่คนที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย โดยเฉพาะนักการเมืองหน้าเดิมๆ ทั้งหลายที่วนเวียนกันอยู่ ขณะนี้ มีแต่ข่าวลือ ข่าวปล่อย กันมาก มีการแสดงความคิดเห็นที่ใช้ความรู้สึกเก่าๆ เป็นส่วนใหญ่ ไม่มีข้อมูลที่แท้จริง บางท่านก็หลงในอำนาจสิ่งเหล่านี้อาจทำให้คนไทยไม่มีความสุข
สำหรับประเทศไทยโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ทำแผนงานทางด้านสังคมจะเน้นความสุข สุขภาพที่ดีของประชาชน ก็ยังมีความหวังว่าระดับดัชนีความสุขของประเทศไทยจะเปลี่ยนจากอันดับที่ 32 เป็นอันดับที่ 9 หรืออันดับที่ 10 ถ้าได้ดำเนินการในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจังตามพ่อหลวงของเรา

WORLD DATABASE OF HAPPINESS1

Ruut Veenhoven, Erasmus University Rotterdam
Social Indicators, 1995, vol 34, pp 299-313

ABSTRACT
The World Database of Happiness is an ongoing register of research on subjective appreciation of life. Its purpose is to make the wealth of scattered findings accessible, and to create a basis for further meta-analytic studies. The database involves four sections:
1. Bibliography of Happiness. Presents all contemporary scientific publications. Detailed subject classification. Current content: 2472 titles, mainly in English.
2. Catalogue of Happiness Correlates. Presents mini-abstracts of correlational research findings. Restricts to selected indicators of happiness. Detailed subject classification. Current content: 6098 findings from 512 studies in 45 nations between 1911-1993.
3. Catalogue of Happiness in Nations. Presents responses on selected survey questions in nation samples. Current content: 689 surveys in 56 nations 1946-1993.
4. Directory of Investigators. Addresses of most authors on the subject.

The World Database of Happiness is available in books and on computer files. Computer files are free available through Internet on the sserver of Erasmus University Rotterdam Netherlands.
www2.eur.nl/fsw/research/happiness
Key words: Quality of life, life-satisfaction, meta-analysis, cross-cultural

เศรษฐกิจพอเพียง กับ การค้าเสรีไปด้วยกันได้จริงหรือ ?

29 ตุลาคม 2549
เรื่องโดย : มนูญ มุ่งชู สำนักข่าวประชาธรรม
วิทยากร เชียงกูล ผู้อำนวยการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงทรรศนะต่อเรื่องนี้ในเวทีเสวนาย่อยภายใต้ประเด็น ‘เศรษฐศาสตร์ทางเลือก’ ในงานสมัชชาสังคมไทย (TSF: Thai Social Forum) ครั้งที่1 ( 21-23 ต.ค.)ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งจัดโดย เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน เครือข่ายภาคประชาชน เครือข่ายศิลปิน นักวิชาการ นักศึกษา และองค์กรภาคีต่าง ๆ
ผู้อำนวยการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวว่า เศรษฐกิจพอเพียง ที่พูดถึงกันในปัจจุบันเป็นเพียงปรัชญาการดำเนินชีวิต แต่ยังไม่ได้พูดคุยกันในทางระบบเศรษฐกิจ เพราะไม่ได้พูดถึงการจัดโครงสร้างอำนาจทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ เช่น การปฏิรูปที่ดิน การผลักดันระบบสหกรณ์ อีกทั้งคำว่าพอเพียงยังเป็นอัตวิสัย ขึ้นอยู่กับการตีความ ดังจะเห็นว่า รัฐมนตรีบางคนมองว่าความพอเพียงไม่ได้ขัดกับการค้าเสรี การทำเอฟทีเอ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพียงแต่เขาอาจทำให้ทุนนิยมก้าวช้าลงอีกหน่อย
“ประเทศไทยเป็นทุนนิยมแบบผูกขาด จะเรียกตัวเองให้ดูดีหน่อยว่า “ตลาดเสรี” หรือ ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ผูกขาดหรือค่อนข้างผูกขาด อยู่ในมือบริษัทไม่กี่บริษัท มีการเอาเปรียบทรัพยากรและแรงงานอย่างมหาศาล การกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ทั้งยังเป็นทุนนิยมบริวารของประเทศพัฒนาแล้ว แต่ไม่ใช่ต้องการให้ปิดประเทศ เพียงแต่เปิดให้แคบลงหน่อย พึ่งพาต่างประเทศให้น้อยลง คือฟื้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้ได้ก่อนค่อยเปิดให้ต่างชาติเข้ามา ” วิทยากร กล่าว
ผู้อำนวยการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต เสนอแนะว่า ควรจะนำเอาข้อดีของระบอบสังคมนิยม และระบอบทุนนิยมมาปรับใช้ ระบบสหกรณ์เป็นความพยายามที่จะแก้ไขความบกพร่องของทุนนิยมแต่ถูกจัดการภายใต้ระบบราชการซึ่งจุดอ่อนคือการวางแผนมาจากศูนย์กลางต่างคนต่างทำ กระจายไม่ทั่วถึง จึงไม่ประสบผลเท่าที่ควร
ผู้อำนวยการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวทิ้งท้ายว่า ระบบเศรษฐกิจทางเลือกที่ดี จะต้องมีปัจจัย 3 อย่าง คือ 1. ต้องมีประสิทธิภาพใช้แรงงานและทรัพยากรอย่างคุ้มค่า 2. ต้องมีความเป็นธรรมมิใช่ ทำแค่เพียงฉาบฉวย เช่นกรณีที่รัฐบาลทักษิณนำเงินอนาคตไปใช้ในโครงการต่างๆ แต่เน้นให้บริโภคซึ่งเป็นเรื่องการตลาด แต่ไม่ได้ปฏิรูปให้คนมีความเข้มแข็งและมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 3.ต้องมีความยั่งยืนทั้งตัวเราและลูกหลานในอนาคต
อ้างอิง
จดหมายข่าว PNN (รายวัน) ประจำวันที่ 29 ตุลาคม 2549