Thursday, November 02, 2006

มองมุมใหม่ : ประเทศแห่งความสุข กับตัวชี้วัดด้าน Happiness

1 พฤศจิกายน 2549 0:0 น.ผศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค
เมื่อไม่นานมานี้ เริ่มมีการกล่าวถึงการจัดอันดับประเทศต่างๆ ในโลก ด้วยตัวชี้วัดลักษณะใหม่ ที่ไม่เน้นด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นหลักอย่าง GDP ซึ่งเป็นแนวคิดทางด้าน GDH หรือ Gross Domestic Happiness ซึ่งเริ่มคุ้นหูกันในบ้านเรา จากการที่ภูฏานกล่าวว่าประเทศของตนจะมุ่งเน้นที่ตัวชี้วัดดังกล่าวมากกว่าแค่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียวครับ
โดยเฉพาะที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนในบ้านเรามากเป็นพิเศษ ก็เนื่องจากการที่เจ้าชายรัชทายาทจากภูฏานเสด็จมาประเทศไทย และได้รับความนิยมอย่างมากจากทั้งสื่อและประชาชนไทยทั้งประเทศ จึงยิ่งทำให้แนวคิดดังกล่าวของภูฏานได้เผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางด้วยเช่นกัน
และเร็วๆ นี้ ก็ได้มีการจัดทำการประเมิน "ความสุข" ของแต่ละประเทศทั่วโลก โดยมุ่งเน้นทั้งในแง่มุมของการสาธารณสุข สภาพแวดล้อมด้านความเป็นอยู่ การศึกษาและความมั่งคั่งของประเทศต่างๆ ซึ่งนักวิจัยชาวอังกฤษได้ทำการประเมินขึ้นมา จากการสำรวจความคิดเห็นถึงของประชาชนทั่วโลกกว่า 80,000 คนทีเดียว รวมถึงเก็บข้อมูลทางสถิติอีกมากมายครับ
ปรากฏว่าประเทศที่มาวินเป็นที่หนึ่งของประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก คือ เดนมาร์ก จากการที่มีมาตรฐานในการดำรงชีวิตที่สูง อัตราความยากจนต่ำมาก มีระบบสาธารณสุขและสวัสดิการสังคมที่กระจายสู่ประชาชนทุกคนในวงกว้าง รวมถึงระบบการศึกษามีคุณภาพสูงและมีการให้โอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม นอกจากนี้ การที่จำนวนประชากรไม่มากนัก ประมาณ 5.5 ล้านคนเท่านั้น ทำให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคมด้วย สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติก็มีความสวยงาม น่าอยู่ จึงทำให้เดนมาร์กได้รับอันดับหนึ่งในการประเมินนี้ไป
ตามมาติดๆ ด้วย สวิตเซอร์แลนด์ แดนในฝันของหลายๆ ท่าน ซึ่งติดอันดับไปด้วยสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงามเหมือนภาพวาด โลเคชันอยู่ใจกลางยุโรป โดดเด่นไปด้วยอัตราของการเกิดอาชญากรรมที่ต่ำมาก สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่พรั่งพร้อม มีกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ให้ประชาชนทำมากมาย นอกจากนี้ ยังมีเอกลักษณ์ที่ความสงบสุขของสังคมและไม่มีปัญหาทางการเมืองให้ประชาชนปวดหัวมากนักครับ
อันดับที่สามและสี่ ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน คือ ออสเตรีย และไอซ์แลนด์ ดินแดนแห่งน้ำแข็งขั้วโลก ทั้งสองประเทศนี้ มีรัฐสวัสดิการที่แข็งแกร่งมาก ระบบสาธารณสุขที่เยี่ยมยอด ทำให้ช่วงอายุของประชากรอยู่ได้ถึง 80 ปีทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่คุมเข้มในเรื่องของการดูแลรักษาสภาพแวดล้อม ทำให้ความเป็นอยู่ดี และที่สำคัญก็คือ อัตราของการไม่มีงานทำและอัตราความยากจนต่ำมากๆ อาจต้องขอบคุณจำนวนประชากรที่ไม่สูงมากนักในแต่ละประเทศ ทำให้การดูแลทำได้ทั่วถึงมากขึ้นครับ
ตามมาด้วยอันดับห้า ที่น่าแปลกใจ นั่นคือ บาฮามาส เป็นหนึ่งเดียวในแคริบเบียนที่สามารถแทรกอันดับเข้ามาได้ ซึ่งแม้ว่าบาฮามาสนี้ จะไม่โดดเด่นในเรื่องความมั่งคั่งเท่าชาติตะวันตก โดยอัตราความยากจนยังสูงอยู่ก็ตาม แต่จากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงาม ภูมิอากาศที่เป็นเลิศ รวมถึงวัฒนธรรมของชาวบาฮามาสเอง ที่ร่าเริง ยิ้มง่าย และสบายๆ ไม่ซีเรียส ทำให้ประชาชนค่อนข้างมีความสุข โดยเฉพาะค่านิยมด้านครอบครัวและความเชื่อทางศาสนาที่แข็งแกร่ง ทำให้เป็นหนึ่งในเกราะกำบังของประเทศนี้
อันดับหกและเจ็ด ไม่น่าตื่นเต้นนะครับ เพราะตามมาด้วยประเทศแถบสแกนดิเนเวียทั้งสิ้น นั่นคือ ฟินแลนด์ และสวีเดน ที่แม้ว่าระบบภาษีอากรจะสูงมาก แต่ประชาชนก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากรัฐบาลเช่นกัน โดดเด่นที่ระบบการปกครองที่โปร่งใสและความมั่นคงทางการเมือง ทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดีมีความสุขไปตามๆ กันครับ
ส่วนอันดับที่แปดนั้น คงน่าสนใจกับประชาชนชาวไทยมากๆ โดยเฉพาะที่ยังคงเป็น "จิกมีฟีเวอร์" เพราะอันดับนี้ คือ ภูฏาน ซึ่งแม้ว่าจะติดอันดับหนึ่งในประเทศที่มีรายได้ต่อหัวประชากรต่ำของโลก และอัตราการรู้หนังสือยังต่ำ ช่วงอายุของประชากรก็เพียง 55 ปีเท่านั้น แต่ประชาชนของภูฏานก็มีความสุข เนื่องจากความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนในประเทศ รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่งดงาม ไม่ถูกทำลายจากเงื้อมมือผู้คน รวมถึงวัฒนธรรมและความเชื่อของคนที่ยึดมั่นในศีลธรรม ทำให้เกิดความสงบสุขโดยรวม แม้ไม่ต้องร่ำรวยครับ
อันดับเก้า คือ เพื่อนบ้านของเรา หนึ่งเดียวในอาเซียนที่ติดอันดับ นั่นคือ บรูไน ที่โชคดีจากความมั่งคั่งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี รวมถึงมีความมั่นคงทางการเมืองสูงมาก โดยประเทศถูกปกครองโดยสุลต่านมานานกว่า 6 ศตวรรษแล้ว และรัฐบาลเองก็มีสวัสดิการที่ดีมากต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการบริการสาธารณสุข และการศึกษาที่ไม่ต้องเสียเงินเลย ไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้การสนับสนุนในการซื้อบ้านและอาหารต่างๆ อีกด้วย อัตราความยากจนจึงแทบไม่ปรากฏเลย
ปิดท้ายด้วยอันดับสิบคือ แคนาดา หนึ่งเดียวจากทวีปอเมริกาเหนือเช่นกัน ซึ่งมีความมั่งคั่งของประเทศเป็นจุดเด่น แต่ก็มีสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่งดงามเช่นกัน รวมถึงระบบสาธารณสุขที่ดี และอัตราการเกิดอาชญากรรมที่ต่ำมากอีกประเทศหนึ่งในโลก จึงติดอันดับท็อปเทนในปีนี้ครับ
จะเห็นว่าการประเมินนี้ มีประเทศในยุโรป ตะวันตก ติดอันดับประเทศแห่งความสุขเข้าไปมากมาย ซึ่งอาจเป็นเพราะการสำรวจจัดทำโดยคนยุโรป จึงมีมาตรฐานการประเมินที่โน้มเอียงไปในด้านดังกล่าว
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศในเอเชียเอง ไม่ค่อยติดอันดับ โดยจีนติดอันดับที่ 80 ญี่ปุ่นติดอันดับที่ 90 และอินเดียได้อันดับที่ 125 ซึ่งถือว่าไม่ค่อยแฮปปี้กันเท่าไรครับ ซึ่งอาจเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมทางสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงแรงกดดันทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและแรงบีบคั้นต่างๆ ด้วย จึงทำให้ชีวิตขาดความสุขไปหลายส่วนทีเดียว
ซึ่งในประเด็นนี้ จะเห็นว่าแตกต่างจากชาวยุโรปนะครับ ที่ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่ำกว่าคนเอเชียอย่างเห็นได้ชัด จนมองว่าชาวเอเชียหลายประเทศเป็น Workaholic ไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเทศที่ขาดความสุขมากกว่าเราจากการประเมินครั้งนี้ครับ นั่นคือ ซิมบับเว ที่ติดอันดับ 177 เนื่องจากประสบปัญหาเรื่องเอดส์ ช่วงอายุของคนเพียง 39 ปี มีอัตราความยากจนสูงถึง 80% ส่วนประเทศบูรันดิในแอฟริกา ซึ่งได้อันดับ 178 ก็เผชิญปัญหาความขัดแย้งภายใน จึงทำให้ความสุขเหือดหายไปเช่นกัน
การจัดอันดับนี้ น่าจะเป็นอีกนิมิตหมายหนึ่ง ของการพิจารณาปัจจัยเชิงคุณภาพของการดำรงชีพ มากกว่าแค่ความร่ำรวยทางเศรษฐกิจเท่านั้น อันสอดคล้องอย่างมากกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่พวกเราควรยึดมั่นกันครับ