Monday, October 30, 2006

“ชีวิตครอบครัวไม่แตกแยก” คนไทยมีความสุขมากสุด

30 ตุลาคม 2549 16:41
น.กรมสุขภาพจิต สำรวจความสุขคนไทยปี 2548 พบ 10 อันดับที่ทำให้คนไทยมีความสุขมากที่สุดอันดับแรกคือ การมีชีวิตครอบครัวไม่แตกแยก
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : พบชาวอีสานมีความสุข โดยเฉพาะที่จังหวัดมหาสารคาม ส่วนในภาพรวมพบความสุขคนไทยในปี 2548 ลดลงจากปี 2546 เตรียมสำรวจความสุขคนไทยหลังมีคณะปฏิรูปการปกครองฯ
นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต แถลงผลการสำรวจความสุขของคนไทยปี 2548 ในเขตกรุงเทพ และภูมิภาค 19 เขตราชการ จำนวน 3,340 ตัวอย่าง โดยใช้แบบประเมินดัชนีชี้วัดความสุขคนไทยของกรมสุขภาพจิต 15 ข้อ พบว่าคนไทยส่วนใหญ่มีความสุขในระดัปกติ และเพศชายมีความสุขในระดับมาก มากกว่าเพศหญิง โดยเพศชายมีความสุขในระดับมากร้อยละ 47.30 เพศหญิงมีความสุขในระดับมากร้อยละ 24.49 เนื่องจากเพศหญิงมีเรื่องจุกจิกให้ต้องคิดมากกว่าเพศชาย ทั้งในเรื่องการทำงานนอกบ้าน การทำงานบ้าน การเลี้ยงดูบุตร และผู้ที่แต่งงานแล้วมีความสุขมากกว่าคนโสด เมื่อแบ่งตามภาคพบว่าภาคอีสานมีความสุขมากที่สุด ภาคใต้มีระดับความสุขน้อยที่สุด
“จังหวัดที่มีความสุขมากที่สุด คือ มหาสารคาม การที่คนอีสานมีความสุขมากที่สุด อาจจะเกิดจากการที่ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่เน้นความรัก ความเข้าใจ และความอบอุ่นในครอบครัว ซึ่งคนอีสานจะมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นห่วงเป็นใยในครอบครัวสูงมากจึงมีความสุขมากกว่าภาคอื่น แม้จะยากจนกว่าภาคอื่น” นพ.มล.สมชายกล่าว
นพ.ม.ล.สมชาย กล่าวว่า จากผลการสำรวจยังพบว่า กลุ่มที่มีความสุขน้อยที่สุด คือ กลุ่มคนว่างงานร้อยละ 52.22 นอกจากนี้ เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน พบประชาชนส่วนใหญ่นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้บ้างเป็นบางโอกาสร้อยละ 62.49 นำไปใช้เป็นประจำร้อยละ 27.40 และไม่เคยนำไปใช้เลยร้อยละ 8.62 เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อระดับความสุขที่ได้รับหลังจากนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ พบประชาชนที่นำไปใช้ในชีวิต ประจำวัน กลุ่มอายุที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด คือกลุ่มอายุ 55-59 ปี รองลงมา เป็นกลุ่มอายุ 15-19 ปี
นพ.ม.ล.สมชาย กล่าวว่า จากผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่าระดับความสุขของคนไทยที่สำรวจในปี 2548 น้อยกว่าระดับความสุขของคนไทยที่สำรวจเมื่อปี 2546 แต่ลดลงไม่มากนัก ทั้งนี้ เกิดจากปัจจัยรอบข้างเปลี่ยนไป ในปี 2546 เป็นปีที่เริ่มต้นรัฐบาลทักษิณ คนมีความหวัง แต่หลังจากนั้นปี 2547 เป็นการเริ่มต้นกระบวนการสนธิ ลิ้มทองกุล เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว มีเรื่องโน้นเรื่องนี้ทำให้คนมีความไม่สบายใจ เห็นได้ชัดเจนว่าระดับความสุขมีทั้งปัจจัยภายนอกและภายในมาเกี่ยวข้องกัน
ขณะนี้กรมสุขภาพจิตอยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อสำรวจความสุขของคนไทยในปี 2550 เพื่อเปรียบเทียบดัชนีชี้วัดความสุขอีกครั้งในระดับชาติ เพื่อเปรียบเทียบว่าความสุขของคนไทยภายหลังจากที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แล้วคนไทยมีความสุขมากน้อยแค่ไหน
นพ.ม.ล.สมชาย กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้คนไทยมีความสุข 10 อันดับแรก คือ 1.การมีชีวิตครอบครัวที่ไม่แตกแยก 2. มีเงินพอใช้ไม่เป็นหนี้ 3.การได้อยู่กับคนที่รัก 4.การไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แม้ว่าจะคิดถึงเรื่องสุขภาพมาก แต่คนยังนึกกถึงเป็นเรื่องรองจากปัจจัยอื่น ๆ 5.เหตุการณ์บ้านเมืองสงบสุข เมื่อปลายปี 2548 เริ่มมีเหตุรุนแรง อาจทำการสำรวจอีกครั้งภายหลังมีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) 6.เป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง 7.การได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ 8.การมีสภาพแวดล้อมที่ดี ปัจจัยนี้อยู่ในอันดับท้าย ๆ แสดงว่า ให้ความสำคัญไม่มากนัก กรณีภูฏาน คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในอันดับต้น ๆ 9.การมีชีวิตปลอดภัยในสังคม และ 10.สังคมมีคุณธรรมจริยธรรม
“10 อันดับนี้ เป็นความสุขที่เกิดจากอารมณ์และความรู้สึก ไม่ได้มีตัวบ่งชี้ถึงสมรรถภาพความเข้มแข็งของจิตใจที่จะเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตให้ผ่านพ้นไปได้อย่างมีความสุข การที่คนเราจะมีความสุข ต้องมีความเข้มแข็งทางจิตใจ 4 ด้าน คือ 1.สภาพจิตใจ 2.สมรรถภาพทางจิตใจ 3.คุณภาพจิตใจ และ 4.ปัจจัยแวดล้อม ซึ่งความเข้มแข็งทางจิตใจไม่ได้เกิดขึ้นเอง ต้องใช้เวลาในการฝึก ความฉลาดทางอารมณ์หรืออีคิวเป็นสิ่งสำคัญ รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รอคอย หากการเลี้ยงดูบุตรหลานในปัจจุบันไม่ได้ฝึกฝนความเข้มแข็งของจิตใจ เมื่อประสบปัญหาหรืออุปสรรคในชีวิต ก็เปรียบเหมือนคนที่ขาดภูมิต้านทานโรค อาจทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือเสียโอกาสที่ดีในชีวิต” นพ.ม.ล.สมชายกล่าว
ดังนั้น กรมสุขภาพจิต จึงได้จัดบริการฝึกความเข้มแข็งทางจิตใจให้ประชาชนผู้สนใจได้สามารถฝึกทักษะหรือเก็บสาระความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิต ในงานสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 พฤศจิกายนนี้ที่กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

Sunday, October 29, 2006

จีนจะสร้างสถิติ"ดัชนีความสุข"

Xinhua News
สำนักข่าวแห่งประเทศจีนรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ชิวเสี่ยวหัว ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนกล่าวว่า จีนจะเพิ่มเนื้อหาทางด้านสถิติอีกหลายอย่าง เช่นสถิติดัชนีความสุข ดัชนีการพัฒนาของคน ดัชนีนวัตกรรม ดัชนีความสมานฉันท์ของสังคมเป็นต้น ทั้งนี้ ดัชนีใหม่ๆจะสอดคล้องกับความต้องการของสังคมจีนที่มีต่อการพัฒนาในแต่ละด้าน

China Radio International

Sunday Oct 29th 2006

ทำเศรษฐกิจพอเพียงให้ดี ดัชนีความสุขจะตามมา

20 กรกฎาคม 2549
ชาลี โกมลสุทธิ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2549 มูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ (New Economics Foundation) ใช้ตัวย่อว่า NEF (เอ็นอีเอฟ) ตั้งอยู่ที่ถนนโจนนาทาน กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความสุขในประเทศต่างๆ 178 ประเทศทั่วโลก พบว่าประเทศไทยได้อันดับที่ 32 สำหรับประเทศเพื่อนบ้านของเรา ได้แก่ เวียดนาม อันดับที่ 12 ,
ภูฏานของเจ้าชายจิกมี่ ได้อันดับที่ 13 , ฟิลิปปินส์ 17, อินโดนีเซีย 23, จีน 31, มาเลเซีย 44,พม่า 77,กัมพูชา 91, บรูไน 100, ลาว 109 เป็นต้น แต่ที่ดูแล้วแปลกๆ ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ติดอันดับที่ 131 กลายเป็นประเทศในเอเชียที่มีดัชนีความสุขน้อยทั้งที่บ้านเมืองเจริญมาก
สำหรับอันดับที่ 1 ซึ่งถือว่ามีความสุขที่สุดในโลก ได้แก่ ประเทศวานุอาตู (Vanuatu) หลายคนไม่ค่อยคุ้นชื่อนี้มากนัก เป็นประเทศหมู่เกาะมีทั้งหมด 80 เกาะ เนื้อที่ประมาณ 12,189 ตารางกิโลเมตร เมืองหลวงคือพอทวิลา หมู่เกาะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก แถวๆ หมู่เกาะโซลามอน สามารถเดินทางโดยเครื่องบินจากออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ขึ้นไปทางเหนือ ประมาณ 3 ชั่วโมง มีประชากรอาศัยอยู่ราว 200,000 คน ภาษาที่ใช้คือภาษาบิสลามา อังกฤษ และฝรั่งเศส
วานุอาตูเคยตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษและฝรั่งเศส ก่อนประกาศอิสรภาพเป็นสาธารณรัฐในปี 2523 ประชากรส่วนใหญ่ ทำเกษตรขนาดเล็ก นอกจากนี้ ยังทำประมงและท่องเที่ยว
ประเทศที่มีดัชนีความสุขอันดับท้ายสุดคือประเทศซิมบับเวในทวีปแอฟริกา อยู่ในอันดับที่ 178 สำหรับประเทศดังๆ ที่เข้ารอบฟุตบอลโลก 2006 เป็นกลุ่มประเทศที่มีดัชนีความสุขไม่มาก เช่น อาร์เจนตินา 47 ,บราซิล 63 , อิตาลี 66, เนเธอร์แลนด์ 70,เยอรมนี 81,สเปน 87, ญี่ปุ่น 95, อังกฤษ 108, ฝรั่งเศส 129, โปรตุเกส 136 ,สหรัฐอเมริกา 150 เป็นต้น
ดัชนีความสุข (Happy Planet Index = H P I) มีองค์ประกอบหลัก 3 อย่างตามที่ เอ็นอีเอฟ กำหนด ได้แก่ ความพึงพอใจในการมีชีวิต ความคาดหวังในชีวิต และการรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม เขียนเป็นสมการได้ดังนี้
ดัชนีความสุข = ความพึงพอใจในการมีชีวิต ? ความคาดหวังในชีวิต
การรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม
ดัชนีความสุข กำหนดตัวเลขที่เป็นเหตุเป็นผลไว้ไม่เกิน 83.5 ที่ไม่กำหนดไว้ 100 เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะมีความสมบูรณ์ในทุกสิ่ง
ความพึงพอใจในการมีชีวิต (Life satisfaction) ประชาชนมีความพึงพอใจกับเทคโนโลยี การศึกษา การบริหารงานของรัฐบาลที่โปร่งใส สภาพความเป็นอยู่ ฯลฯ แต่ละครอบครัว มีความหวังดีต่อกัน กำหนดตัวเลขที่เป็นเหตุเป็นผลไว้ไม่เกิน 8.2 ประเทศเดนมาร์ก ได้อันดับสูงสุดคือ 8.2
ความคาดหวังในชีวิต (Life expectancy) เป็นการแสดงให้เห็นถึงรูปแบบว่าจะใช้ชีวิตให้ยืนนานและมีความสุขได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีอยู่ กำหนดตัวเลขที่เป็นเหตุเป็นผลไว้ไม่เกิน 82.0 ปีประเทศญี่ปุ่นได้อันดับสูงสุดคือ 82 ปี
การรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม (Ecology Footprint) ดูแลควบคุมอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อมนุษย์และสัตว์ โดยเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมาแล้วนำไปปรับปรุงใช้ต่อไป กำหนดตัวเลขที่เป็นเหตุเป็นผลที่ 1.5 ถ้าควบคุมระบบนิเวศให้ดีตัวเลขจะน้อย ถ้าไม่ดี จะเพิ่มประเทศที่ดีที่สุดคือ ไฮ้อีติ (Haiti) ได้ ต่ำสุดคือ 0.5
ตัวอย่างประเทศวานุอาตูได้ความพึงพอใจในการมีชีวิต 7.4 ความคาดหวังในชีวิต 68.6 ปีและการรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม 1.1 ดัชนีความสุข คือ 68.2 ประเทศไทยได้ความพึงพอใจในการมีชีวิต 6.5 ความคาดหวังในชีวิต 70.0 ปี และการรักษาระบบนิเวศตามแบบฉบับเดิม 1.6 ดัชนีความสุข คือ 55.4
รายละเอียดและวิธีการได้มาของดัชนีชี้วัดความสุขต้องใช้ข้อมูลและสถิติมากมาย เอ็นอีเอฟได้สรุปเป็นรายงานประมาณ 60 หน้า ต้องให้นักเศรษฐศาสตร์อธิบายรายละเอียดที่มาของตัวเลขทั้งหลาย อาจเกิดข้อสงสัยบางประการเช่น ประเทศไทยกำลังยุ่งๆ ไม่น่าจะมีความสุขมากกว่าประเทศอิตาลี แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเอ็นอีเอฟอาจแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวของรัฐบาลในแต่ละประเทศ ในการดูแลประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ภายใต้ทรัพยากรแวดล้อมที่มีอยู่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ทรงสอนให้ทุกคนเดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ รู้จักพอประมาณ มีเหตุผลและสร้างภูมิคุ้มกัน สหประชาชาติยังยกย่องแนวทางของพระองค์ท่าน เป็นปรัชญาที่เข้าใจง่าย ถ้าได้ลงมือปฏิบัติก็จะมีความสุขหลายประเทศกำลังนำไปใช้
ในขณะนี้ บ้านเมืองค่อนข้างจะวุ่นวายทั้งด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการเมือง มีบุคคลไม่กี่คนที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย โดยเฉพาะนักการเมืองหน้าเดิมๆ ทั้งหลายที่วนเวียนกันอยู่ ขณะนี้ มีแต่ข่าวลือ ข่าวปล่อย กันมาก มีการแสดงความคิดเห็นที่ใช้ความรู้สึกเก่าๆ เป็นส่วนใหญ่ ไม่มีข้อมูลที่แท้จริง บางท่านก็หลงในอำนาจสิ่งเหล่านี้อาจทำให้คนไทยไม่มีความสุข
สำหรับประเทศไทยโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ทำแผนงานทางด้านสังคมจะเน้นความสุข สุขภาพที่ดีของประชาชน ก็ยังมีความหวังว่าระดับดัชนีความสุขของประเทศไทยจะเปลี่ยนจากอันดับที่ 32 เป็นอันดับที่ 9 หรืออันดับที่ 10 ถ้าได้ดำเนินการในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจังตามพ่อหลวงของเรา

WORLD DATABASE OF HAPPINESS1

Ruut Veenhoven, Erasmus University Rotterdam
Social Indicators, 1995, vol 34, pp 299-313

ABSTRACT
The World Database of Happiness is an ongoing register of research on subjective appreciation of life. Its purpose is to make the wealth of scattered findings accessible, and to create a basis for further meta-analytic studies. The database involves four sections:
1. Bibliography of Happiness. Presents all contemporary scientific publications. Detailed subject classification. Current content: 2472 titles, mainly in English.
2. Catalogue of Happiness Correlates. Presents mini-abstracts of correlational research findings. Restricts to selected indicators of happiness. Detailed subject classification. Current content: 6098 findings from 512 studies in 45 nations between 1911-1993.
3. Catalogue of Happiness in Nations. Presents responses on selected survey questions in nation samples. Current content: 689 surveys in 56 nations 1946-1993.
4. Directory of Investigators. Addresses of most authors on the subject.

The World Database of Happiness is available in books and on computer files. Computer files are free available through Internet on the sserver of Erasmus University Rotterdam Netherlands.
www2.eur.nl/fsw/research/happiness
Key words: Quality of life, life-satisfaction, meta-analysis, cross-cultural

เศรษฐกิจพอเพียง กับ การค้าเสรีไปด้วยกันได้จริงหรือ ?

29 ตุลาคม 2549
เรื่องโดย : มนูญ มุ่งชู สำนักข่าวประชาธรรม
วิทยากร เชียงกูล ผู้อำนวยการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงทรรศนะต่อเรื่องนี้ในเวทีเสวนาย่อยภายใต้ประเด็น ‘เศรษฐศาสตร์ทางเลือก’ ในงานสมัชชาสังคมไทย (TSF: Thai Social Forum) ครั้งที่1 ( 21-23 ต.ค.)ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งจัดโดย เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน เครือข่ายภาคประชาชน เครือข่ายศิลปิน นักวิชาการ นักศึกษา และองค์กรภาคีต่าง ๆ
ผู้อำนวยการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวว่า เศรษฐกิจพอเพียง ที่พูดถึงกันในปัจจุบันเป็นเพียงปรัชญาการดำเนินชีวิต แต่ยังไม่ได้พูดคุยกันในทางระบบเศรษฐกิจ เพราะไม่ได้พูดถึงการจัดโครงสร้างอำนาจทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ เช่น การปฏิรูปที่ดิน การผลักดันระบบสหกรณ์ อีกทั้งคำว่าพอเพียงยังเป็นอัตวิสัย ขึ้นอยู่กับการตีความ ดังจะเห็นว่า รัฐมนตรีบางคนมองว่าความพอเพียงไม่ได้ขัดกับการค้าเสรี การทำเอฟทีเอ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพียงแต่เขาอาจทำให้ทุนนิยมก้าวช้าลงอีกหน่อย
“ประเทศไทยเป็นทุนนิยมแบบผูกขาด จะเรียกตัวเองให้ดูดีหน่อยว่า “ตลาดเสรี” หรือ ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ผูกขาดหรือค่อนข้างผูกขาด อยู่ในมือบริษัทไม่กี่บริษัท มีการเอาเปรียบทรัพยากรและแรงงานอย่างมหาศาล การกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ทั้งยังเป็นทุนนิยมบริวารของประเทศพัฒนาแล้ว แต่ไม่ใช่ต้องการให้ปิดประเทศ เพียงแต่เปิดให้แคบลงหน่อย พึ่งพาต่างประเทศให้น้อยลง คือฟื้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้ได้ก่อนค่อยเปิดให้ต่างชาติเข้ามา ” วิทยากร กล่าว
ผู้อำนวยการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต เสนอแนะว่า ควรจะนำเอาข้อดีของระบอบสังคมนิยม และระบอบทุนนิยมมาปรับใช้ ระบบสหกรณ์เป็นความพยายามที่จะแก้ไขความบกพร่องของทุนนิยมแต่ถูกจัดการภายใต้ระบบราชการซึ่งจุดอ่อนคือการวางแผนมาจากศูนย์กลางต่างคนต่างทำ กระจายไม่ทั่วถึง จึงไม่ประสบผลเท่าที่ควร
ผู้อำนวยการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวทิ้งท้ายว่า ระบบเศรษฐกิจทางเลือกที่ดี จะต้องมีปัจจัย 3 อย่าง คือ 1. ต้องมีประสิทธิภาพใช้แรงงานและทรัพยากรอย่างคุ้มค่า 2. ต้องมีความเป็นธรรมมิใช่ ทำแค่เพียงฉาบฉวย เช่นกรณีที่รัฐบาลทักษิณนำเงินอนาคตไปใช้ในโครงการต่างๆ แต่เน้นให้บริโภคซึ่งเป็นเรื่องการตลาด แต่ไม่ได้ปฏิรูปให้คนมีความเข้มแข็งและมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 3.ต้องมีความยั่งยืนทั้งตัวเราและลูกหลานในอนาคต
อ้างอิง
จดหมายข่าว PNN (รายวัน) ประจำวันที่ 29 ตุลาคม 2549

Saturday, October 28, 2006

วิทยาศาสตร์ของความสุข (Science of Happiness)

นิตยสาร Time รายสัปดาห์ฉบับลงวันที่ 28 ก.พ.2505 ตีพิมพ์บทความเผยแพร่ผลงานวิจัยที่กระทำกันอย่างเป็นระบบ พิสูจน์ชัดกันในเชิงประจักษ์ ในเรื่องวิทยาศาสตร์ของความสุข (Science of Happiness) ทำให้ได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่มุ่งเน้นคนเป็นศูนย์กลางหลายประการด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ประการแรก ได้เรียนรู้ว่าเงินไม่สามารถซื้อความสุขได้ในทุกๆ กรณี ผลงานวิจัยค้นพบว่า ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เช่น ญี่ปุ่น แม้ในอดีต 50 ปีที่ผ่านมาก้าวหน้าไปมากมาย GDP เพิ่มสูงขึ้นเป็นเส้นกราฟที่สูงชัน แต่เส้นกราฟวัดความอยู่ดี-มีสุขของคนญี่ปุ่นไม่ได้เพิ่มสูงตามขึ้นเลย กลับเป็นเส้นแบนราบ คงที่เหมือนหลังคารถ Lexus ในยุโรปก็เช่นกัน ช่วง 50 ปีที่ผ่านมา GDP ของอังกฤษเพิ่มขึ้นจาก $ 34 พันล้าน เป็น $ 2 หมื่นล้าน แต่ความสุขความพอใจในชีวิตของคนอังกฤษกลับอยู่ในระดับของปี พ.ศ.2513 เท่านั้น
ประการที่สอง ได้เรียนรู้ว่า แม้เงินที่เพิ่มขึ้นจะไม่สามารถเพิ่มความสุขได้มากตามขึ้นไปได้ก็จริง แต่ถ้าไม่มีเงิน ความอยู่ดีมีสุขก็เกิดขึ้นไม่ได้ ผลงานวิจัยค้นพบว่า คนที่อยู่ในประเทศที่ยากจนซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่า $ 100,000 ปราศจากความสุขในชีวิต แต่ในประเทศที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวเกินกว่า $100,000 ต่อปี ความสุขกับเงิน จะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว คนมีเงินมิใช่หลักประกันความสุขจากความพอใจในชีวิตได้เสมอไป กลับยิ่งมีความร้อน รน ซึ่งอธิบายได้จากปัจจัยที่นักสังคมศาสตร์เขาเรียกว่า เกิดความวิตกกังวลใจจากการเปรียบเทียบอ้างอิงรายได้กับคนอื่น (reference anxiety) ในประเทศที่มีช่องว่างของรายได้มากๆ คนรวยจะรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว คนจนกว่ารวยตามไม่ทัน ทำให้พวกเขาขาดความสุขจากการเปรียบเทียบ แม้ว่าระดับความเป็นอยู่จะไม่ถึงกับยากจนแสนสาหัสก็ตาม (absolute poverty)
ประการที่สาม ได้เรียนรู้จากผลงานวิจัยว่า คน จนก็มีความสุขได้ มีการค้นพบว่า คนอินเดียไร้ที่อยู่อาศัย ที่อยู่กันตามข้างถนนกรุงกัลกัตตา มีความสุขกว่าคนอเมริกัน ใช้ที่อยู่อาศัยอยู่กันตามข้างถนน ในเมืองเฟรสโน่ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐอเมริกา คนอเมริกันที่ยากจนอยู่กันตามข้างถนนมีความทุกข์ จากการเปรียบเทียบฐานะความเป็นอยู่กับคนที่แตกต่างกับพวกตนราวฟ้ากับดินมากมาย
ประการที่สี่ ได้เรียนรู้ผลงานสำรวจทางค่านิยมในโลก (world values survey) ซึ่งอาจเรียกว่า GDP ทางด้านความสุข รวมความได้ว่า ถึงแม้เงินจะไม่สามารถซื้อความสุขในระดับปัจเจกบุคคลได้ก็ตาม ในระดับประเทศ เงินกับความสุข ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปด้วยกันเสมอไป อิทธิพลทางสังคมอื่นๆ อาจ สามารถนำมาชดเชยการขาดแคลนเงิน และก่อให้เกิดความสุขได้ ข้อมูลทางด้านความสุขเปรียบ เทียบกันระหว่างประเทศทั่วโลกแล้ว ปรากฏว่าคนเดนมาร์ก คนสวิส เป็นพวกที่มีความสุขในระดับ 8 จากคะแนนเต็ม ที่ใช้วัดถึงระดับ 10 ชาวญี่ปุ่นมีความสุขแค่ระดับ 6 ที่น่าสนใจก็คือ ฟิลิปปินส์มีระดับคะแนนความสุขสูงกว่าไต้หวัน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่เกาหลีใต้ รวมทั้งไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง ทั้งๆ ที่ฟิลิปปินส์เต็มไปด้วยปัญหาร้อยแปดพันประการ ทั้งปัญหาความยากจน ทุจริตคอร์รัปชั่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุไต้ฝุ่น คนฟิลิปปินส์ 8 คนใน 10 คนที่นักวิจัยไปสำรวจยังมีทัศนคติที่มองโลกในแง่ดีตลอดปี 2548 สำหรับคนฟิลิปปินส์แล้ว ความสุขไม่ได้อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่ที่สังคม พวกเขามีความสุขจากการใช้เวลาอยู่ในกลุ่มคน อยู่ในครอบ ครัว อยู่ในท่ามกลางเพื่อนฝูง อยู่ในชุมชน หรือแม้แต่อยู่ในคนแปลกหน้า
หากจะกล่าวโดยรวมๆ จากการเรียนรู้มาทั้ง หมด ผู้เขียนเห็นว่า เรื่องของความสุขนั้น แม้ว่าเราจะคิดว่าเป็นเรื่องสุดแต่ใจจะไขว่คว้าเอา ของแต่ละบุคคลก็ตาม แต่มันก็มีแง่มุมเช่นกัน ในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจแล้วสังคมรัฐบาลควรให้ความสำคัญต่อเป้าหมายการเสริมสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในสังคม นโยบายสาธารณะใดๆ ก็ตาม จะเป็นนโยบายสาธารณะที่ดีไม่ได้ ถ้าไม่มีแนวทางในการเพิ่มความสุข และลดความทุกข์ยากของคนจะต้องเอามนุษย์เป็นศูนย์กลางในการกำหนดนโยบาย มนุษย์เรานั้นเป็นสัตว์สังคม มิตรภาพ ครอบครัว ชุมชน ทำให้คนเรามีความสุข การว่างงาน ก่อให้เกิดความทุกข์ ซึ่งมิใช่แค่ทำให้ขาดรายได้ แต่การว่างงานทำให้ชีวิต ความผูกพันกันในสังคมล่มสลายลง ความสัมพันธ์ระหว่างกันของมนุษย์ไม่ใช่เป็นเพียงวิธีการหรือเครื่องมือที่นำไปสู่เป้าหมาย แต่มันเป็นเป้าหมายที่สมบูรณ์อยู่ในตัวเอง ในฐานะที่เป็นสัตว์สังคม เราจำเป็นต้องมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน นโยบายสาธารณะใดๆ ที่ก่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน จึงเป็นนโยบายสาธารณะที่สำคัญอย่างยิ่งยวด สำคัญกว่าการเพิ่มรายได้ GDP หลายต่อหลายเท่านัก ทั้งนี้ยังรวมถึงนโยบายต่างๆ ในการเสริมสร้างเสถียรภาพความมั่นคงของครอบครัว ชุมชน การอพยพย้ายถิ่นไปหา งานทำต่างถิ่น จะอาจไม่คุ้มค่า ถ้าผลกระทบที่จะมีต่อความสุขในครอบครัวมีมากกว่าผลตอบแทนที่จะได้รับทางเศรษฐกิจ การกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อขจัดความทุกข์ยากอาจทำได้ง่ายกว่าการเพิ่มความสุข เพราะความทุกข์ยากนั้น เห็นกันได้อย่างจะจะ เป็นการกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหา ความยากจนให้เป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญยิ่งของรัฐบาล จึงเป็นนโยบายที่ถูกต้อง นอกจากนี้แนวนโยบายสาธารณะเพื่อสร้างความสุข ควรรวมไปถึงการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการปรับปรุง การดำเนินชีวิตในครอบครัว การกำหนดชั่วโมงการทำ งานให้ยืดหยุ่น ให้คนมีเวลาใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวมากขึ้น ที่สำคัญก็คือการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องจริยธรรม ศีลธรรม ไม่ให้เป็นแค่ประเด็นหัวข้อการถ่ายทอดหลักวิชา เพื่อท่องจำ นำไปสอบ หรือแค่อภิปรายกันทางวิชาการ แต่จะต้องสร้างกระบวน การเรียนรู้ ให้เกิดจิตสำนึกในการนำไปปฏิบัติ เพื่อสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างแท้จริง
ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลควรนำสังคมไป สู่การแสวงหาความสุข มากกว่าการสร้างประสิทธิภาพการแข่งขันกัน ไปสู่การบรรลุเป้าหมายการเร่งรัด อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงเท่านั้น
อ้างอิง
The British Psychological Society
http://www.psychtesting.org.uk/hotissues.asp?id=81

ดัชนีความสุข

Blanchflower และ Oswald ใช้ข้อมูลการสำรวจของ International Social Survey Programme (ISSP) ซึ่งจัดทำข้อมูลในปี 2002 โดยสำรวจประเทศจำนวน 35 ประเทศ ด้วยจำนวนตัวอย่างรวมแล้วประมาณ 50,000 ตัวอย่าง มีคำถามที่ให้ผู้ตอบแบบสอบถามตอบที่สำคัญประมาณ 5 เรื่องด้วยกันคือ
1. ให้ประเมินว่าระดับความสุขของตนเองโดยทั่วไปอยู่ตรงไหน คะแนนอยู่ในช่วง 1-7
2. ให้ประเมินว่าระดับความพึงพอใจต่อชีวิตครอบครัวเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-7
3. ให้ประเมินว่าระดับความพึงพอใจในงานที่ทำเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-7
4. ให้ประเมินว่าระดับความตึงเครียดของงานอยู่ที่ระดับไหน คะแนนอยู่ในช่วง 1-5
5. ให้ประเมินว่าระดับความเหนื่อยจากการทำงานในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-4
ผู้ศึกษาทั้ง 2 ท่านสมมุติว่า ถ้าให้ดัชนีทั้ง 5 ข้อ เป็นดัชนีที่ชี้วัดถึงความสุข เขาพบว่า ออสเตรเลียเกือบจะอยู่อันดับบ๊วย ในเรื่องความพึงพอใจต่องาน ส่วนดัชนีระดับความสุขโดยทั่วไปอยู่ระดับตรงกลางๆ ทั้ง 2 ท่านได้แสดงให้เห็นว่าการศึกษาเรื่องความสุขของมนุษย์นั้นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยทางด้านสังคม ทั้งนี้ เพราะว่าปัจจัยทางสังคมไม่ได้มาพร้อมกับป้ายราคา การศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้น่าจะช่วยให้รัฐบาลในประเทศต่างๆ สามารถดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับการสร้างความสุขของคนในสังคมได้
ข้อสรุปเหล่านี้สอดคล้องกับงานของ Layard ซึ่งได้ชี้ไว้โดยอาศัยงานศึกษาทางด้านจิตวิทยาสมัยใหม่ ที่กล่าวว่าความสุขของคนมาจากปัจจัยที่มีมากกว่าตัวเงิน เช่นคนเป็นสัตว์สังคม ที่ต้องการมีเพื่อน มีครอบครัว มีการทำงาน ดังนั้นปฏิสัมพันธ์ต่อเรื่องราวเหล่านี้จะส่งผลต่อระดับความสุขของคนในสังคม
มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการศึกษาปัจจัยทางสังคมเหล่านี้ กล่าวคือปัจจัยทางสังคมเหล่านี้ จะสามารถวัดได้โดยต้องพึ่งการประเมินของแต่ละบุคคลหรืออัตวิสัยของผู้นั้น ปัจจัยเหล่านี้จึงมีลักษณะที่ไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด และอาจจะมีความแตกต่างกันในแต่ละสังคมขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละสังคมด้วย แต่ก็ยังคงลักษณะบางประการที่มีลักษณะร่วมกันในแต่ละประเทศและค่อนข้างคงที่ เช่น คนต้องการความมั่นคง ในงาน ในครอบครัว และในสภาพแวดล้อมทางสังคม และต้องการอยู่อาศัยในสภาพสังคมที่สามารถไว้วางใจผู้อื่นได้
ดังนั้น นโยบายบางประการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งเหล่านี้แม้ว่าจะมีส่วนในการเพิ่มตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มความสุขให้กับคนในสังคมได้

Friday, October 27, 2006

Happiness in Hong Kong

Manulife’s “Happiness Indicator” Survey Uncovers Key Drivers of Happiness in Hong Kong
- Financial Planning Plays Important Role - Hong Kong – “Having a harmonious family” is the most important factor contributing to Hong Kong workers’ happiness, according to the “Happiness Indicator Survey,” released today by Manulife (International) Limited (MIL). The survey uncovered the happiness levels of Hong Kong workers and the factors contributing to this state of mind. Conducted at the end of November 2002 by the Social Sciences Research Centre of The University of Hong Kong for Manulife on 482 workers aged 21 or above, the study aimed to find out the factors leading to “happiness” and the importance of each factor were. It also sought to understand how respondents achieve “happiness,” with particular focus on their financial aspirations.

ดัชนีอยู่เย็นเป็นสุข

"ดัชนีอยู่เย็นเป็นสุข...สร้างสุขได้อย่างไร?"
ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ปี 2549
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549 ห้องย่อยที่ 3