Friday, November 17, 2006

ยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข-สังคายนาสื่อ

“หมอประเวศ” แนะใช้งบ 2 พันล้านสังคายนาสื่อทั้งระบบเพื่อให้การสื่อสารที่เป็นจริง และอิสระ และให้มี คณะกรรมการเฉพาะกิจกำหนดยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข โดย นายกฯ เป็นประธานรับรู้และสร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ระดับล่างสุดขึ้นมา

เมื่อวันที่ 17 พ.ย.49 นพ.ประเวศ วะสี ได้กล่าวในงาน “พัฒนายุทธศาสตร์สังคมแห่งชาติ จุดประกายความคิด กำหนดทิศสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน” ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล มีข้อคิดที่น่าติดตาม กล่าวคือ

สังคมไทย มีเครื่องมืออยู่จำนวนมาก แต่ขาดการออกแบบและการจัดการในการนำเครื่องมือมาพัฒนาสังคมที่ดี โดยการพัฒนานั้นต้องเริ่มจาก

ข้อ 1.ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ จากผลวิจัยระบุว่าหากสังคมใดเป็นสังคมทางดิ่งไม่มีวันที่เศรษฐกิจ การเมือง ศีลธรรมจะดี จุดสำคัญคือ ต้องสร้างความสัมพันธ์ทางราบ ที่เรียกว่า ประชาสังคม ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น มิฉะนั้นประชาธิปไตยก็ไม่เกิด สหรัฐอเมริกาตั้งประเทศประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วเพราะความเข้มแข็งของท้องถิ่น
“ประเทศโดยรวมจะไม่เสียหายมากหากมีการกระจายอำนาจอยู่ที่ท้องถิ่น รัฐประหารก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าทุกอย่างรวมศูนย์ ความเสียหายก็เกิดขึ้นง่าย และมันก็อาจต้องทำกันอีก ถ้ายังวนเวียนยังเก่า ไปเลือกตั้งแล้วกลับมาการเมืองไม่ได้เรื่องราว สังคมอึดอัด ก็ต้องทำกันอีก ตราบใดที่เราไม่ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง”

ข้อ 2 เศรษฐกิจพอเพียง โดยต้องทำให้มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ความร่มเย็นเป็นสุข และศีลธรรม ถึงจะเกิดขึ้นได้

ข้อ 3.การรักษาดุลยภาพสิ่งแวดล้อม การทำลายป่าไปเหลือกำลังขนาดนี้ น้ำก็จะท่วม มากขึ้น คนเดือดร้อนมากขึ้น การแก้ปัญหาต้องทำให้ชุมชนเข้มแข็ง

ข้อ 4.ความมีน้ำใจไม่ทอดทิ้งกัน โดยขณะนี้มีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กว่า 7 พันกว่าตำบล ทุกตำบลสามารถสำรวจได้ภายใน 2 สัปดาห์ว่ามีใครถูกทอดทิ้งบ้าง อาทิ คนแก่ เด็ก คนพิการ เชื่อว่าไม่เกิน 2 เดือนสามารถช่วยได้หมดทุกตำบลทั่วประเทศ และต้องส่งเสริมให้เกิดสปิริตแห่งการเป็นอาสาสมัครเต็มแผ่นดินให้ได้

เรื่องนี้ทำเป็นเชิงนโยบายได้ รัฐบาลอาจให้นักเรียน นิสิต นักคึกษา พนักงานรัฐวิสาหกิจ ไปทำงานช่วยเหลือสังคมได้ เช่น อาจเป็น 2 สัปดาห์ต่อปี โดยไม่ถือเป็นวันลา ประเทศจะเกิดการเชื่อมโยงไม่ทอดทิ้งกัน ดีกว่าไปท่องหนังสือ และต้องมีคลินิกความยุติธรรมทุกจังหวัด เอาทนายมาช่วยเหลือกันทุกพื้นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการไม่ทอดทิ้งกัน

ข้อ 5 การพัฒนาจิตใจ

ข้อ 6.ระบบการสื่อสาร ที่ทำให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง รัฐบาลนี้ต้องทำให้ได้ เพราะตนเคยพูดตั้งแต่รัฐบาลเปรมแล้วว่า อะไรที่ทำยาก และทำไม่ได้ ก็ขอให้ทำอย่างเดียว คือ การสื่อสารเพื่อให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง สิ่งต่างๆ จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว วันนี้เรามีสื่อสารพัด ถ้าเราออกแบบให้ดีจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้มาก รวมทั้งจะเกิดประชาธิปไตยด้วย รัฐบาลควรกำหนดเป็นนโยบายก่อน โดยออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีตั้งองค์กรประสานงานสื่อสร้างสรรค์เพราะเรามีสื่อมาก อสมท กรมประชาสัมพันธ์ กองทัพ แต่ขาดการประสานงานที่จะทำเรื่องสร้างสรรค์ กลับไปตกอยู่ที่ผลประโยชน์อะไรต่างๆ และควรมีการเสนอ พ.ร.บ.องค์การสื่อสารสาธารณะที่เป็นอิสระและสื่อสารทุกประเภท เช่น ทีวี 24 ชั่วโมง วิทยุ สิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิคส์ สื่อชุมชน ใช้เงินประมาณ 2 พันล้านบาทต่อปี

ข้อ 7 การสร้างระบบสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศีลธรรมอย่างมาก

ข้อ 8 ระบบการศึกษาที่คุณธรรมนำความรู้ ถ้าความรู้ไม่มีพลังพอที่จะเผชิญกับกิเลสได้ มันจะโดนกิเลสจับกินหมด

ข้อ 9.การพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งจังหวัด เป็นเรื่องที่ทำได้ทันที คือให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดทำงานร่วมกับประชาคม หากมีการประสานงานกันขึ้นแล้วจะเริ่มทำได้ทันที

ข้อ 10. ปฏิรูประบบยุติธรรมและความเป็นธรรมในสังคม เรื่องนี้ทำได้ยาก แต่จำเป็นต้องทำและต่อเนื่องในระยะยาว คือปฏิรูประบบยุติธรรมและความเป็นธรรมทางสังคม ต้องปฏิรูปกฎหมาย

ข้อสำคัญ การพัฒนาสังคมไม่มีใครทำได้เพียงลำพัง ไม่ว่าจะกลุ่มนักวิชาการ เอ็นจีโอ รากแก้ว ราชการ หรือการเมืองฝ่ายเดียวก็ทำไม่ได้ แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน ต้องถักทอกันทำออกมาเป็นยุทธศาสตร์ เพราะเป็นเรื่องที่ยาก

ดังนั้นถ้านายกฯ รับเป็นประธานเองแล้วมีคนมาจากภาคต่างๆ ทั้งภาคธุรกิจ ประชาชน สื่อมวลชน ผู้นำชุมชน มาร่วมและนำข้อมูลมาดู นำปัญหาทั้งโลกมาดูว่า ส่งผลกระทบอะไรบ้าง ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถรักษาดุลยภาพของเราไว้ทั้งภายในและกับโลกภายนอกไว้ได้

“หากนายกฯ รับทำเองก็จะช่วยได้มาก เพราะภาควิชาการกำลังอ่อนแอ การวิจัยอ่อนแอ
การประชุมนโยบายยุทธศาสตร์ไม่จำเป็นต้องใช้คณะใหญ่ ไม่ต้องมีอำนาจมาก
เพื่อทำความเข้าใจระบบที่ซับซ้อน ครม.ควรจะแยกกัน ควรจะมีอีกคณะหนึ่งที่ทำเชิงปัญญาและไม่มีอำนาจ
ผมอยากเห็นคนไทยเข้ามาช่วยถักทอกัน แล้วทำงานมองอนาคตของเราแล้วมองเชิงนโยบายยุทธศาสตร์แล้วออกแบบให้ได้ว่า สังคมที่ดีงามเป็นอย่างไร แล้วเราสามารถเคลื่อนไปในเชิงนโยบายยุทธศาสตร์และการปฏิบัติได้อย่างไร”
**************

No comments: