Saturday, October 28, 2006

ดัชนีความสุข

Blanchflower และ Oswald ใช้ข้อมูลการสำรวจของ International Social Survey Programme (ISSP) ซึ่งจัดทำข้อมูลในปี 2002 โดยสำรวจประเทศจำนวน 35 ประเทศ ด้วยจำนวนตัวอย่างรวมแล้วประมาณ 50,000 ตัวอย่าง มีคำถามที่ให้ผู้ตอบแบบสอบถามตอบที่สำคัญประมาณ 5 เรื่องด้วยกันคือ
1. ให้ประเมินว่าระดับความสุขของตนเองโดยทั่วไปอยู่ตรงไหน คะแนนอยู่ในช่วง 1-7
2. ให้ประเมินว่าระดับความพึงพอใจต่อชีวิตครอบครัวเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-7
3. ให้ประเมินว่าระดับความพึงพอใจในงานที่ทำเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-7
4. ให้ประเมินว่าระดับความตึงเครียดของงานอยู่ที่ระดับไหน คะแนนอยู่ในช่วง 1-5
5. ให้ประเมินว่าระดับความเหนื่อยจากการทำงานในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-4
ผู้ศึกษาทั้ง 2 ท่านสมมุติว่า ถ้าให้ดัชนีทั้ง 5 ข้อ เป็นดัชนีที่ชี้วัดถึงความสุข เขาพบว่า ออสเตรเลียเกือบจะอยู่อันดับบ๊วย ในเรื่องความพึงพอใจต่องาน ส่วนดัชนีระดับความสุขโดยทั่วไปอยู่ระดับตรงกลางๆ ทั้ง 2 ท่านได้แสดงให้เห็นว่าการศึกษาเรื่องความสุขของมนุษย์นั้นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยทางด้านสังคม ทั้งนี้ เพราะว่าปัจจัยทางสังคมไม่ได้มาพร้อมกับป้ายราคา การศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้น่าจะช่วยให้รัฐบาลในประเทศต่างๆ สามารถดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับการสร้างความสุขของคนในสังคมได้
ข้อสรุปเหล่านี้สอดคล้องกับงานของ Layard ซึ่งได้ชี้ไว้โดยอาศัยงานศึกษาทางด้านจิตวิทยาสมัยใหม่ ที่กล่าวว่าความสุขของคนมาจากปัจจัยที่มีมากกว่าตัวเงิน เช่นคนเป็นสัตว์สังคม ที่ต้องการมีเพื่อน มีครอบครัว มีการทำงาน ดังนั้นปฏิสัมพันธ์ต่อเรื่องราวเหล่านี้จะส่งผลต่อระดับความสุขของคนในสังคม
มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการศึกษาปัจจัยทางสังคมเหล่านี้ กล่าวคือปัจจัยทางสังคมเหล่านี้ จะสามารถวัดได้โดยต้องพึ่งการประเมินของแต่ละบุคคลหรืออัตวิสัยของผู้นั้น ปัจจัยเหล่านี้จึงมีลักษณะที่ไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด และอาจจะมีความแตกต่างกันในแต่ละสังคมขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละสังคมด้วย แต่ก็ยังคงลักษณะบางประการที่มีลักษณะร่วมกันในแต่ละประเทศและค่อนข้างคงที่ เช่น คนต้องการความมั่นคง ในงาน ในครอบครัว และในสภาพแวดล้อมทางสังคม และต้องการอยู่อาศัยในสภาพสังคมที่สามารถไว้วางใจผู้อื่นได้
ดังนั้น นโยบายบางประการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งเหล่านี้แม้ว่าจะมีส่วนในการเพิ่มตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มความสุขให้กับคนในสังคมได้

1 comment:

SV said...

20 กรกฎาคม 2549 17:55 น.
ไสว บุญมา
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :
หวังว่าคงยังไม่สายเกินไปที่จะพูดถึงดัชนีที่ชี้ว่าคนไทยอาจมีความเป็นอยู่อย่างยิ้มแย้มมากกว่าชาวโลกส่วนใหญ่ เพราะสื่อได้พูดถึงกันอย่างกว้างขวางเมื่อมูลนิธิเศรษฐกิจยุคใหม่ หรือ NEF (New Economics Foundation) แถลงผลการศึกษาออกมาเมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว
และก็หวังด้วยว่าผู้อ่านจะศึกษาดูอย่างพินิจพิเคราะห์ก่อนที่จะสรุปว่าอะไรเป็นอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจะสรุปว่าเมืองไทยมีความสุขมากกว่าเมืองฝรั่ง เช่น สวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา เพราะค่าของดัชนีนั้นชี้ว่าเมืองไทยได้ลำดับที่ 32 สวิตเซอร์แลนด์ได้ลำดับที่ 65 และสหรัฐอเมริกาได้ลำดับที่ 150 ในจำนวน 178 ประเทศและเขตอิสระต่างๆ ทั่วโลก
และที่สำคัญที่สุด อย่าเชื่อบทความนี้ก่อนที่จะได้พิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะตัวเลขอาจถูกใช้เพื่อบิดเบือนความเป็นจริงตามศาสตร์ของการโกหกตามหลักวิชาสถิติดังที่เคยกล่าวถึงในคอลัมน์นี้ประจำวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ศาสตร์ของการโกหกตามหลักวิชาสถิติมีที่มาจากหนังสือเรื่อง How to Lie with Statistics ของ Darrell Huff
ดัชนีที่ NEF พิมพ์ออกมาชื่อ Happy Planet Index (HPI) ซึ่งคงแปลว่า "ดัชนีวัดความสุขของโลก" ชื่อของดัชนีคงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า NEF ต้องการวัดความสุขของโลก ไม่ใช่วัดความสุขของคน อย่างไรก็ตาม ความสุขของโลกและความสุขของคนเกี่ยวพันกันสูงมาก เนื่องจาก NEF วัดความสุขของโลกด้วยความสุขของคน ซึ่งมาจากการสำรวจความพอใจในชีวิต และการมีอายุไขยืนยาว
แต่คนมิใช่ทำให้โลกสุขอย่างเดียว ยังทำให้โลกทุกข์โดยผ่านการใช้ทรัพยากรและการถ่ายรดด้วย กิจกรรมในเชิงทำลายเหล่านั้น รวมกันเรียกว่า "รอยเท้าบนระบบนิเวศ" (Ecological Footprint) ค่าของดัชนีที่ NEF พิมพ์ออกมาได้จากการคำนวณตามสูตร ซึ่งนำตัวเลขที่วัดความพอใจมาคูณด้วยตัวเลขที่วัดอายุไขแล้วหารด้วยตัวเลขที่วัดรอยเท้าบนระบบนิเวศ หลังจากปรับตัวเลขเหล่านั้นให้อยู่บนฐานเดียวกันเสียก่อน
ค่าของดัชนีตามสูตรนี้ของเมืองไทยคือ 55.4 ของสวิตเซอร์แลนด์คือ 48.3 และของสหรัฐ คือ 28.8 ทั้งที่การสำรวจความพอใจในชีวิตพบว่าชาวสวิสมีความพอใจในชีวิตสูงสุด (8.2 จาก 10) คนไทยมีความพอใจน้อยกว่า (6.5) และชาวอเมริกันอยู่กลางๆ (7.4) นั่นหมายความว่าคนไทยทำให้โลกมีความสุขมากกว่าชาวสวิสและชาวอเมริกัน หรือมองในมุมกลับกันได้ว่าคนไทยทำให้โลกทุกข์น้อยกว่า
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะคนไทยใช้ทรัพยากรและถ่ายรดโลก (1.6 จาก 10) น้อยกว่าชาวสวิส (5.3) และชาวอเมริกัน (9.5) ฉะนั้นลำดับค่าของดัชนีมิได้ชี้ว่าคนไทยมีความสุขมากกว่าชาวสวิสและชาวอเมริกันและมิได้ชี้ว่าเมืองไทยน่าอยู่กว่าสวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้มีนัยหลากหลาย ซึ่ง NEF อธิบายต่อไปในรายงานของเขา นัยหนึ่งซึ่งเขาแถลงออกมาสั้นๆ ได้แก่ คนเรามีความสุขได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรของโลกมากนัก เขามีข้อมูลสนับสนุนบทสรุปที่ว่าโลกมีความสุขเพิ่มขึ้นเมื่อรายได้ของเราเพิ่มขึ้น แต่เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นไปจนถึงจุดหนึ่งแล้วความสุขจะไม่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตรงข้ามมันกลับลดลง นั่นหมายความว่าความร่ำรวยไม่นำไปสู่ความสุขตามความเชื่อของคนส่วนใหญ่
ผู้อ่านคอลัมน์นี้ประจำวันที่ 13 และ 20 กุมภาพันธ์ 2547 คงนึกออกว่าข้อสรุปนั้นตรงกับแก่นของหนังสือชื่อ The Progress Paradox: How Life Gets Better While People Feel Worse ของ Gregg Easterbrook
หนังสือเรื่อง The Progress Paradox มีข้อมูลที่บ่งด้วยว่า นอกจากความร่ำรวยจะไม่ทำให้เกิดความสุขเพิ่มขึ้นแล้ว มันอาจนำความทุกข์มาให้และจุดหักเหที่จะทำให้ความสุขกลายเป็นความทุกข์อยู่ที่รายได้ระดับประมาณของชนชั้นกลางในสหรัฐ นั่นหมายความว่าเมื่อเรามีรายได้ตามที่ร่างกายต้องการครบถ้วน เราจะมีความสุขสูงที่สุด การมีรายได้เกินระดับที่ร่างกายต้องการอาจนำความทุกข์มาให้เพราะความร่ำรวยก่อให้เกิดความกังวลเรื่องความปลอดภัยและความกระสับกระส่ายเมื่อเห็นผู้อื่นรวยกว่า
เมื่อไม่นานมานี้ มีหนังสืออีกเล่มหนึ่งพิมพ์ออกมาชื่อ Happiness: Lessons From a New Science เขียนโดย Richard Layard นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ยืนยันบทสรุปของเรื่อง The Progress Paradox ยิ่งไปกว่านั้นการวัดความสุขใน Happiness มิได้ใช้เพียงการสำรวจความรู้สึกอย่างเดียวเท่านั้น หากยังใช้วิธีวัดคลื่นสมองของผู้ตอบคำถามพร้อมกันไปด้วย วิธีนี้ทำให้รู้แน่นอนว่าผู้ตอบพูดจริงหรือไม่
บทสรุปของ NEF และของหนังสือสองเล่มที่กล่าวถึงเสริมแนวคิดที่มีอยู่ในหมู่นักเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลัก และผู้เชี่ยวชาญในด้านอื่นที่ว่า การพัฒนาเศรษฐกิจโดยมุ่งขยายรายได้ หรือจีดีพี ในอัตราสูงสุดนั้นไม่เหมาะสม นอกจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งจะไม่ทำให้เกิดความสุขเพิ่มขึ้นแล้ว ยังจะนำความทุกข์มาให้พร้อมๆ กับการทำลายระบบนิเวศอีกด้วย
กระบวนการทำลายระบบนิเวศนำไปสู่ความล่มสลายของสังคมได้อย่างไร มีอยู่ในหนังสือเล่มล่าสุดของ Jared Diamond ชื่อ Collapse: How Societies Choose to Fail or Succeed ซึ่งมีบทคัดย่อในคอลัมน์นี้ประจำวันที่ 28 มกราคม 2548
เนื่องจากการสร้างรายได้ส่วนใหญ่ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ฉะนั้นมองจากดัชนีชี้วัดความสุขของโลกตามแนวคิดของ NEF แล้ว จีดีพี เป็นตัวชี้วัดความทุกข์ไม่น้อยกว่าวัดความสุขโดยเฉพาะจีดีพีที่ผลิตขึ้นเกินความจำเป็นของร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้นจีดีพีซึ่งโดยตัวของมันเองก็พ่วงความหลอกลวงไว้พอแล้วจะยิ่งหลอกลวงเพิ่มขึ้นอีกในวันข้างหน้า
มันหลอกลวงอย่างไรอาจหาอ่านได้ในคอลัมน์นี้ประจำวันที่ 17 ธันวาคม 2547 และมันจะหลอกลวงเพิ่มขึ้นอย่างไรในอนาคตหาอ่านได้ในหนังสือเล่มล่าสุดของนักอนาคตศาสตร์ชื่อดัง Alvin Toffler เรื่อง Revolutionary Wealth (สำหรับผู้ที่ต้องการอ่านบทความในคอลัมน์นี้ที่อ้างถึงข้างต้นแต่หาหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวไม่ได้อาจไปอ่านในหนังสือชื่อ "เลียบแบบรุ่ง ลอกแบบล่ม")
รายงานของ NEF และหนังสือต่างๆ ที่อ้างถึงชี้ว่าถ้ามนุษย์อยากอยู่อย่างที่ทั้งตัวเองและโลกมีความสุขโดยไม่เสี่ยงต่อการสูญชาติพันธุ์ ถึงวันแล้วที่จะต้องดำเนินชีวิตและพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง แต่ก็อย่าเพิ่งรีบเห็นด้วยกับข้อสรุปนี้ก่อนที่จะได้อ่านรายงานของ NEF และหนังสือต่างๆ อย่างพินิจพิเคราะห์เสียก่อน